ความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการทำธุรกิจเมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ เพราะจะช่วยให้ธุรกิจสามารถผุดช่องทางใหม่ๆ เพื่อขายสินค้าและบริการให้แก่ลูกค้า ในยามที่ต้องรัดเข็มขัดจนเอวกิ่ว
วันนี้จะขอหยิบยกกรณีศึกษาที่น่าสนใจของ 2 ธุรกิจที่สามารถผลักดันให้ธุรกิจเติบโตได้ ขณะที่คู่แข่งหลายรายแทบต้องโบกมือลาวงการ
โดยตัวอย่างแรกคือกลยุทธ์ของ “ฮุนได” ที่ นิวยอร์ก ไทม์ส รายงานว่าหลังจากบุกตลาดอเมริกามา 23 ปี และเผชิญกับภาวะขาลงของอุตสาหกรรมรถยนต์ ทำให้บางค่ายถึงกับล้มละลาย แต่ฮุนไดกลับมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น ซึ่งเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตัวเลขยอดขายโตแบบก้าวกระโดดคือ กลยุทธ์การตลาดใหม่ที่ให้สัญญากับผู้ซื้อว่า สามารถนำรถยนต์มาคืนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและค่าปรับเกี่ยวกับอันดับสินเชื่อ หากผู้ซื้อตกงานหรือไม่มี รายได้ภายใน 1 ปี
ฮุนไดเริ่มทดลองโครงการ “ฮุนได แอสชัวรันซ์” หรือไอเดียคืนรถ แทนการใช้วิธีลดราคารถยนต์รุ่นโลว์คอสต์ โดยโปรแกรมนี้จะครอบคลุมผู้ซื้อทุกราย รวมถึงผู้พิการ ถูกยึดใบขับขี่จากเหตุผลทางการแพทย์ ย้ายไปเมืองอื่น ทำธุรกิจเองและยื่นล้มละลาย หรือเสียชีวิตในอุบัติเหตุ ทั้งนี้การการันตีจะแตกต่างกันตามมูลค่าของรถยนต์ที่ผู้ซื้อจ่าย หรือการเสื่อมค่าของสินทรัพย์ซึ่งสูงสุดอยู่ที่ 7,500 ดอลลาร์
จากความสำเร็จของค่ายรถยนต์เกาหลีทำให้ยักษ์ใหญ่จากดีทรอยต์มาเดินตามรอยเช่นกัน โดย เจนเนอรัล มอเตอร์ พร้อมฟอร์ด มอเตอร์ ออกแคมเปญจูงใจคนซื้อรถ ชูจุดเด่นการันตีการชำระหนี้แทนลูกค้าที่ตกงานหลังซื้อรถใหม่
เอเอฟพี รายงานว่า ฟอร์ดเสนอโปรแกรมคุ้มครองการชำระค่างวดระยะเวลา 12 เดือน ด้วยวงเงินสูงสุด 700 ดอลลาร์ต่อเดือน ให้แก่ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ใหม่จากบริษัท ด้านจีเอ็มเสนอคุ้มครองการชำระค่างวด 9 เดือน หรือสูงถึง 500 ดอลลาร์ต่อเดือน สำหรับคนที่ตกงาน หลังจากซื้อรถยนต์ใหม่ นอกจากนี้ยังคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับมูลค่ารถยนต์ใหม่ที่ลดลงไปเมื่อนำไปแลกซื้อรถยนต์จีเอ็มคันอื่นในอนาคต โดยระบุว่า สำหรับกรณีนำรถยนต์ไปแลกซื้อรถคันใหม่ในอนาคต บริษัทจะจ่ายยอดหนี้ที่เหลือให้แก่ลูกค้า ในกรณีที่ยอดหนี้สูงกว่ามูลค่าของรถยนต์
ส่วนธุรกิจค้าปลีกก็หันมาเอาใจลูกค้างบฯจำกัดด้วยการหันมาเน้นจำหน่ายสินค้าราคาถูก ทำให้สินค้าไพรเวตลาเบลโตพรวดพราดแบบสวนกระแสการตกต่ำของเศรษฐกิจโลก ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ห้างดังต่างเข็นสินค้าไลน์ใหม่ๆ เข้ามาสู้ศึกกันเต็มที่
เช่น วอล-มาร์ต ที่นำเสนอสินค้าหลายร้อยชนิดในชื่อ “เกรธ แวลู” (Great Value) ที่อวดว่าเป็นแบรนด์อาหารเบอร์ 1 ของประเทศ ทั้งในแง่ยอดขายและปริมาณ ซึ่งหลังจากได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม บริษัทจึงบรรจุสินค้าใหม่เพิ่มอีกเกือบ 100 รายการ อาทิ ไอศกรีมคาราเมลไร้ไขมัน และพิซซ่าแป้งบาง เพื่อแข่งขันกับแบรนด์ระดับชาติอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเปิดตัวดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเหมือนกันในทุกรายการสินค้า เพื่อช่วยให้ขาช็อปสามารถจดจำแบรนด์ได้
ขณะที่ คาร์ฟูร์ เปิดตัวสินค้าราคาถูกภายใต้ชื่อ “คาร์ฟูร์ ดิสเคานต์” ซึ่งเป็นความพยายามล่าสุดที่จะรับมือกับยอดขายที่ร่วงลง เนื่องจากผู้บริโภคอ่อนไหวกับราคาสินค้ามากขึ้นและใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง
น่าสนใจว่า การที่คาร์ฟูร์ขยับเปิดตัวผลิตภัณฑ์ราคาถูกครั้งนี้สะท้อนว่ายักษ์ค้าปลีกรายนี้ “ต้องการ” และ “จำเป็น” ที่จะต้องขยับในเชิงรุกเพื่อเจาะตลาดโลว์คอสต์ให้ได้
เพราะผลงานของคาร์ฟูร์ไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะในฝรั่งเศส ซึ่งถูกกระทบจากกระแสความนิยมที่ลดลงในการไปช็อปปิ้งในไฮเปอร์มาร์เก็ต ที่ขายสินค้าทุกชนิด ตั้งแต่ของชำไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องกีฬา รวมถึงราคาสินค้าของคาร์ฟูร์ที่ไม่สามารถแข่งขันกับ แบรนด์ดิสเคานต์สโตร์รายอื่นๆ ได้
ทั้งนี้ข้อมูลของสมาคมผู้ผลิตไพรเวต ลาเบลชี้ว่า การซื้อสินค้าเฮาส์แบรนด์ 1 ตะกร้า มีราคาย่อมเยากว่าสินค้า แบรนด์ระดับชาติ 1 ตะกร้า ราว 30-35%
ทั้งนี้ห้างค้าปลีกหันมาโปรโมตสินค้า แบรนด์ตัวเองมากขึ้น โดยหยิบสินค้าออกมาจากมุมอับมาวางที่ปลายสุดของชั้น พร้อมทำการตลาดมากยิ่งขึ้น
ด้าน โฮล ฟู้ดส์ มาร์เก็ต ที่ขายสินค้า อาหารเฮาส์แบรนด์อยู่แล้ว หันไปรุกตลาดสินค้าส่วนตัวในช่วงต้นเดือนนี้ เช่นเดียวกับเซฟเวย์ และ คร็อกเกอร์ รายงานว่า บริษัทกำลังเน้นการพัฒนาสินค้าไพรเวต ลาเบล สอดคล้องกับทิศทางของ เซเว่นอีเลฟเว่นที่เตรียมเปิดตัวสินค้าเฮาส์แบรนด์ราว 100 รายการ เพื่อเอาใจลูกค้าที่ต้องการสินค้าราคาประหยัด
คอสต์โค โฮลเซล คอร์ป ระบุว่า ยอดขายสินค้าเฮาส์แบรนด์พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดในไตรมาสที่ผ่านมา ขณะที่คร็อกเกอร์เผยว่า 27% ของยอดขายไตรมาสล่าสุดมาจากสินค้าแบรนด์ตัวเอง และปริมาณสินค้าอุปโภคบริโภคที่เติบโตขึ้นตลอดปี
สอดคล้องกับข้อมูลของผลวิจัยล่าสุดของอินฟอร์เมชั่น รีซอร์สเซส “The 2009 Private Label Report” ที่ระบุว่า เทรนด์สินค้าไพรเวตลาเบลจะเติบโตต่อเนื่องตลอดปีนี้และปีต่อไป ซึ่งแสดงถึงโอกาสแบบที่ไม่มีมาก่อนสำหรับผู้ค้าปลีก และเป็นสิ่งคุกคามบรรดาผู้ผลิตสินค้าแบรนด์ดัง
รายงานเผยว่า กลุ่มสินค้าไพรเวต ลาเบลที่มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ได้แก่ ครีมชีส กระดาษชำระ อาหารแช่แข็ง และน้ำมัน ส่วนสินค้าอาหารสัตว์ ยารักษาไซนัส ภูมิแพ้ และไข้หวัด สลัดและโครสลอว์แช่แข็ง และน้ำสลัดกำลังมียอดขายเพิ่มขึ้น
ปัจจุบันพบว่านักช็อปอเมริกัน 4 ใน 5 คน ล้วนหันมาซื้อสินค้าไพรเวตลาเบลซึ่งสะท้อนว่า การตลาดขายสินค้าในช่วงภาวะถดถอยประสบความสำเร็จในการสร้างชื่อเสียงแง่บวกของแบรนด์เหล่านี้ และทำให้สินค้าเข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้น โดยตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากอัตรา 73% ของปี 2550 แม้ว่าในแง่มูลค่าและส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐจะไม่ได้เพิ่มพรวดพราดก็ตาม โดยยังมีส่วนแบ่งต่ำกว่า 25% ทว่าในตลาดออสเตรเลีย สินค้าไพรเวตลาเบลครองส่วนแบ่งการตลาดเกือบ 22% (ฉบับพิเศษ การบริหารจัดการความเสี่ยงภายใต้วิกฤตเศรษฐกิจโลก)
แหล่ง : ประชาชาติธุรกิจ (www.matichon.co.th/prachachart)
กรุณาส่งเมล์แจ้งเตือนผู้ดูแลเวปไซต์ที่ info[at]seminardd.com ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ






Write a Comment
Let me know what you think?