สุขภาพดีด้วยธรรมชาติ และงามด้วยศาสตร์สมุนไพรหยินหยาง
รหัสหลักสูตร: 58274
สัมมนานี้ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว
(ถ้ามีจัด ท่านจะได้สิทธิ์ก่อน)
ปัญหาที่พบในผู้สูงอายุ
ปัญหาของผู้สูงอายุที่สำคัญ ได้แก่
ปัญหาทางด้านสุขภาพกาย ผู้สูงอายุมักจะมีปัญหาด้านสุขภาพเสื่อมโทรม มีโรคภัยต่างๆ เบียดเบียน ทั้งโรคทางกาย และทางสมอง ผู้มีอายุเกิน 65 ปี มักมีการเปลี่ยนแปลงทางสมองคือ โรคสมองเสื่อม โรคหลงลืม โรคซึมเศร้า
ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ผู้สูงอายุที่มีฐานะไม่ดี ไม่มีลูกหลานดูแลอุปการะเลี้ยงดู อาจจะไม่มีรายได้ หรือรายได้ไม่เพียงพอสำหรับการเลี้ยงชีพ อาจจะไม่มีที่อยู่อาศัย ทำให้ได้รับความลำบาก
ปัญหาทางด้านความรู้ ผู้สูงอายุไม่มีโอกาสได้รับความรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง ให้เหมาะสมกับวัย และสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป และเพื่อให้เข้ากันได้กับเยาวชนรุ่นใหม่
ปัญหาทางด้านสังคม ผู้สูงอายุอาจจะไม่ได้รับการยกย่องจากสังคมเหมือนเดิม โดยเฉพาะผู้ที่เคยเป็นข้าราชการ ตำแหน่งสูงซึ่งเคยมีอำนาจและบริวารแวดล้อม เมื่อเกษียณอายุราชการ อาจเสียดายอำนาจและตำแหน่งที่เสียไป เยาวชนและหนุ่มสาวหลายคนมีทัศนคติไม่ดีต่อผู้สูงอายุ เห็นคนรุ่นเก่าล้าสมัย พูดไม่รู้เรื่องและไม่มีประโยชน์
ปัญหาทางด้านจิตใจ ผู้สูงอายุจะไม่ได้รับความเอาใจใส่ และความอบอุ่นจากลูกหลานอย่างเพียงพอ ทำให้รู้สึกว้าเหว่ อ้างว้าง และอาจจะมีความวิตกกังวลต่างๆ เช่น กังวลว่าจะถูกลูกหลาน และญาติพี่น้องทอดทิ้ง กังวลในเรื่องความตาย ผู้สูงอายุมักมีอารมณ์เปลี่ยนแปลง เช่น เศร้า เฉยเมย เอาแต่ใจตนเอง ผู้สูงอายุบางคน ก็ยังมีความต้องการความสุขทางโลกีย์ ซึ่งไม่เหมาะสมกับวัยของตนทำให้ได้รับความผิดหวัง
ปัญหาเกี่ยวกับครอบครัว ปัญหาผู้สูงอายุที่น่าเป็นห่วงคือ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และวัฒนธรรม ในอดีตจะเป็นครอบครัวใหญ่ ที่เรียกว่า ครอบครัวขยาย ทำให้มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้น และเกิดความอบอุ่น ระหว่างพ่อ แม่ และลูกหลาน ในปัจจุบันครอบครัวคนไทย โดยเฉพาะในเขตเมืองจะเป็นครอบครัวเดี่ยวเป็นส่วนใหญ่ ลูกหลานจะมาทำงานในเขตเมืองทิ้งพ่อแม่ให้เฝ้าบ้าน ทำให้ผู้สูงอายุอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่ได้รับการดูแล และได้รับความอบอุ่นดังเช่นอดีตที่ผ่านมา
ปัญหาค่านิยมที่เปลี่ยนแปลง ปัจจุบันความเปลี่ยนแปลงจากภาวะทางด้านเศรษฐกิจ และสังคม ทำให้เยาวชนมีความกตเวทีต่อพ่อ แม่ ครูอาจารย์ น้อยลง ผู้สูงอายุไม่ได้รับการดูแล ต้องอาศัยสถานสงเคราะห์คนชรา
ในอนาคตเมื่อประเทศไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมแบบใหม่ สังคมไทยอาจกลายเป็นสังคมตะวันตกคือ ต่างคนต่างอยู่ ไม่มีการเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน ไม่มีการทดแทนบุญคุณ บุตรหลานโตขึ้นก็จะไม่เลี้ยงดูพ่อแม่เมื่อแก่ชรา
จากสถานการณที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็น วัยแรงงานต้องรับภาระดูแลผู้อายุมากขึ้น ผู้สูงอายุอยู่เพียงลำพังมากขึ้น ผู้สูงอายุพึ่งพิงรายได้จากลูกหลานลดลง แนวโน้มขาดแคลนแรงงานในระบบ รัฐมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และเบี้ยยังช้ีพผู้สูงวัยเพิ่มขึ้น
หากมองโลกในแง่ดี เรียกว่า นี่คือโอกาสสำคัญในการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมเพื่อรับมือกับสังคมสูงวัย สิ่งสำคัญที่ต้องตอบให้ได้คือ “เราค้นหาโจทย์ในการออกแบบนวัตกรรม และกลุ่มเป้าหมายเจอแล้วหรือยัง ?”
ถ้ายังนึกไม่ออกว่าจะเริ่มต้นจากจุดไหน เราขอเสนอ 10 ประเด็นสำคัญสำหรับการพัฒนานวัตกรรมเพื่อรับมือกับสังคมสูงวัย ดังนี้
การเกิด: เป็นที่ทราบกันดีว่า ในขณะที่สัดส่วนผู้สูงวัยเพิ่มขึ้น แต่อัตราการเกิดกลับลดลง ทำให้วัยแรงงานต้องรับภาระในการดูแลผู้สูงวัยเพิ่มขึ้น สิ่งที่ต้องคิดออกแบบเพื่อวางแผนรับมือกับเรื่องนี้คือ จะทำอย่างไรให้อัตราการเกิดไม่ลดงไปมากกว่านี้ หรือถ้าจะให้ดี ต้องทำให้อัตราการเกิดเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงให้เด็กที่เกิดมาแล้วมีคุณภาพ ซึ่งโจทย์อันหลังนี้ อาจต้องไปว่ากันถึงระบบการศึกษาและการพัฒนาคุณภาพของประชากรเลยทีเดียว
2. การทำงาน: เมื่อวัยแรงงานมีแนวโน้มลดลง แน่นอนว่าย่อมส่งผลถึงระบบเศรษฐกิจ จะทำอย่างไรให้แรงงานที่มีอยู่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ(ในแง่การสร้างรายได้ให้กับตนเองและประเทศ) รวมไปถึงทำอย่างไรให้เกิดการจ้างงาน และสร้างงานในผู้สูงอายุ ช่วยทั้งเรื่องเศรษฐกิจประเทศ สร้างรายได้ให้ผู้สูงวัย ลดความเสี่ยงจากโรคซึมเศร้าจากการอยู่บ้านนานๆ และไม่เป็นภาระลูกหลาน win-win กันทุกฝ่าย
3. ป้องกันและส่งเสริมสุขภาพ: ความชรา อาจไม่น่ากลัวเท่าการเข้าสู่วัยชราที่ตามมาด้วยสารพัดโรครุมเร้า ร่างกายก็แย่ เงินก็ต้องเสีย และอาจต้องกลายเป็นภาระของลูกหลาน ทางออกที่ดีที่สุด คือ กันไว้ดีกว่าแก้ จะทำอย่างไรให้ประชาชนมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง อยู่ในภาวะที่สามารถดูแลและช่วยเหลือตนเองได้ไปให้นานที่สุด โดยกลุ่มเป้าหมายของเรื่องนี้ ไม่ควรพุ่งเป้าไปที่ผู้สูงวัยเพียงอย่างเดียว ทางที่ดี ควรเริ่มต้นตั้งแต่วัยเด็ก คนหนุ่มสาว วัยก่อนเกษียณ ไปจนถึงกลุ่มผู้สูงวัยที่ยังไม่เข้าสู่ภาวะติดเตียง เพราะการป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพ ยิ่งเริ่มต้นเร็วเท่าไหร่ ยิ่งเป็นผลดีมากเท่านั้น
4. การเข้าถึงการรักษา: การไม่มีโรคคือลาภอันประเสริฐ แต่ด้วยความเสื่อมของร่างกายที่เพิ่มขึ้นตามวัย โอกาสที่ผู้สูงอายุจะเจ็บป่วยจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ เมื่อไม่อาจปฏิเสธกฏของธรรมชาติได้ สิ่งที่ต้องคิดเตรียมการคือ จะทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ ซึ่งจากการศึกษาของธนาคารโลก พบว่า สิ่งที่เป็นปัญหาหลักสำหรับผู้วัยในการเข้าถึงบริการสุขภาพนั้นประกอบไปด้วย
ฐานะทางเศรษฐกิจ
ระยะทางจากบ้านไปสถานพยาบาล
ระยะเวลาที่รอเข้ารับบริการ
การเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะที่มีราคาย่อมเยาว์และบริการรถรับส่ง
ผู้ดูแลหรือคนที่พาไปส่งสถานพยาบาล โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่สุขภาพไม่แข็งแรง หรือผู้สูงอายุกลุ่มติดเตียง
(ที่มา: ปิดช่องว่างการเข้าถึงบริการทางสุขภาพของผู้สูงอายุ: ความเป็นธรรมทางสุขภาพและความครอบคลุมทางสังคมในประเทศไทย, World bank group)
5. การดูแลผู้สูงอายุกลุ่มติดเตียง: ในกรณีที่ผู้สูงอายุเจ็บป่วยจนกระทั่งช่วยเหลือตนเองไม่ได้ หรือช่วยเหลือตนเองได้บางส่วน ต้องพึ่งพิงผู้อื่นในการทำกิจวัตรประจำวัน หากเกิดภาวะเช่นนี้ จะสร้างปัญหาอย่างมากในกลุ่มผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง และ/หรือผู้สูงอายุที่มีฐานะยากจน โจทย์ที่ต้องคิดสำหรับเรื่องนี้คือ จะทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุกลุ่มติดเตียงได้รับการดูแลที่ดี และมีคุณภาพ
6. ผู้ดูแลผู้สูงอายุ: ผู้ดูแล(care giver) ถือเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญสำหรับผู้สูงอายุที่เริ่มช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ไปจนถึงผู้สูงอายุกลุ่มติดเตียง ในขณะที่ผู้สูงอายุต้องการการดูแล ในทางเดียวกัน เราก็พบว่า ผู้ดูแล ก็มีความยากลำบากในการใช้ชีวิตไม่น้อยไปกว่าผู้สูงอายุเอง โดยเฉพาะผู้ดูแลกลุ่ม unpaid care giver ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นลูกหลาน หลายคนต้องเสียสละลาออกจากงาน ละทิ้งเส้นทางอาชีพของตนเองเพื่อมาทำหน้าที่นี้ ต้องเผชิญกับภาวะความเครียด การจัดการชีวิตส่วนตัว หลายคนทุ่มเทกับการดูแลผู้สูงอายุที่บ้านจนไม่มีเวลาในการดูแลตนเองจนประสบปัญหาสุขภาพตามมา ปัญหาที่เหล่านี้ ต้องการนวัตกรรมเข้ามาช่วยเติมเต็มให้ชีวิตของผู้ดูแลดีขึ้นเช่นกัน จะทำอย่างไรเพื่อให้ผู้ดูแลกลุ่ม unpaid care giver มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความยากลำบากในการทำหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุน้อยลง
7. การออมเงิน: ขณะที่ผู้สูงอายุมีโอกาสในการทำงานสร้างรายได้น้อยลง แต่ยังจำเป็นต้องใช้เงินในชีวิตประจำวัน ยิ่งผู้สูงอายุมีแนวโน้มอายุยืนมากขึ้น หมายความว่า จำนวนเงินที่ต้องใช้ในยามเกษียณย่อมสูงขึ้น ขณะที่ปัจจุบันมีผู้สูงอายุถึงร้อยละ 24 ที่ไม่ออมเงิน(ที่มา: การสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2557, สำนักงานสถิติแห่งชาติ) สิ่งที่ต้องเร่งทำคือ จะทำอย่างไรให้คนวัยทำงานมีการออมเงินสำหรับชีวิตวัยเกษียณ
8. ภาพลักษณ์ของผู้สูงวัย: ในยุคที่คนสูงวัยมีมาก แต่คนดูแลมีน้อย การทำให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตได้อย่างอิสระน่าจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับเรื่องนี้ แต่อุปสรรคสำคัญต่อเรื่องนี้คือ สังคมเรายังมีภาพลักษณ์ของผู้สูงวัยในลักษณะที่เป็นผู้อ่อนแอ ต้องได้รับการดูแล ต้องพึ่งพิงผู้อื่น ไม่มีคุณค่าหรือสามารถทำประโยชน์ได้ ความชราจึงเป็นเรื่องน่าหดหู่ ต้องอยู่บ้านเลี้ยงหลานเพียงอย่างเดียว ทั้งที่จริงแล้ว เรามีคนสูงวัยที่สามารถช่วยเหลือและดูแลตนเองได้ อีกทั้งมีศักยภาพไปช่วยผู้อื่นได้ถึงร้อยละ 96 จากผู้สูงวัยทั้งหมด (ที่มา: จากการคัดกรองผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ในเดือนต.ค. 59-มี.ค. 60, กระทรวงสาธารณสุข)จะทำอย่างไรให้สังคมเกิดการรับรู้ใหม่ว่า ผู้สูงอายุไม่ใช่บุคคลไร้ค่า สามารถออกไปใช้ชีวิตเหมือนเช่นคนทั่วไป และมีศักยภาพในการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นได้
9. กิจกรรมทางสังคมสำหรับผู้สูงวัย: ด้วยมุมมองแบบเดิมที่สังคมมีต่อผู้สูงอายุ ทำให้พื้นที่ หรือกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุมีค่อนข้างจำกัด ผู้สูงอายุหลายคนเก็บตัวอยู่แต่ที่บ้าน หลายคนประสบปัญหาภาวะซึมเศร้า จะทำอย่างไรให้เกิดการสร้างพื้นที่หรือกิจกรรมสำหรับผู้สูงวัยที่หลากหลายมากขึ้น และสอดรับกับการใช้ชีวิตของคนสูงวัยในยุคปัจจุบัน รวมถึงทำอย่างไรให้ผู้สูงวัยสามารถเข้าถึงพื้นที่หรือกิจกรรมเหล่านี้ได้มากขึ้นด้วย
10. สภาพแวดล้อมที่เอิ้อต่อการใช้ชีวิตของผู้สูงวัย: แม้สังคมไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว แต่ปัจจุบันเรายังพบว่ายังไม่มีการเตรียมการในเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ สำหรับผู้สูงวัยมากนัก ทั้งในพื้นที่สาธารณะ และที่บ้าน จะทำอย่างไรให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ ทำให้ผู้สูงวัยสามารถใช้ชีวิตทั้งในบ้าน และออกไปนอกบ้านได้อย่างสบายใจ สามารถใช้ชีวิตได้โดยอิสระ ลูกหลานไม่ต้องห่วงกังวล
จะดีแค่ไหน ถ้าเรื่องเหล่านี้ถูกหยิบยกขึ้นมา แล้วช่วยกันค้นหาหนทางในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหา
เรียนรู้ถึงปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้ในผู้สูงอายุรวมถึงวิธีป้องกันและดูแล จะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้อีกยาวนานด้วยสุขภาพที่ดีและมีชีวิตชีวา เมื่อวัยเพิ่มขึ้น และโรคที่เกิดจากความเสื่อมสภาพของระบบต่างๆภายในร่างกาย ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวอีกต่อไป ขอเพียงเราเปิดโอกาสและทำความเข้าใจกับอีกทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพ ให้คำแนะนำโดยแพทย์แผนทางเลือก
