ลงประกาศ

สัมมนา

คลิกที่นี่

เหตุผลที่ไม่ควรมีเหตุผล
การพัฒนาตนเอง

จำนวนเข้าชม 775 ครั้ง

เหตุผลที่ไม่ควรมีเหตุผล

 คนเรามักจะสร้างเหตุผลเพื่อบอกตัวเราเองว่า สิ่งที่เราทำตามอารมณ์นั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้องและมีเหตุผลได้เสมอ ถ้าเราต้องการให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้นในชีวิต เราต้องมีความเชื่ออย่างหมดใจก่อน เพราะบางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา . . บางครั้งมันก็เกินกว่าเหตุผลที่จะทำให้เราจะเชื่อได้ เมื่อเหตุก่อให้เกิดผล นั่นก็คือ เมื่อเราเชื่ออย่างไร ผลมันก็เป็นเช่นนั้น ผลมันเกิดจากเหตุที่เราเชื่อเช่นนั้นนั่นเอง (The belief system) . .

เมื่อเราเป็นมนุษย์ซึ่งเกิดจากพลังงานธรรมดา โดยถูกจัดระเบียบด้วยพลังงานที่ไร้ขอบเขตที่ก่อให้เกิดทุกสรรพสิ่ง ที่มีศักยภาพสุดที่เราจะจินตนาการถึงได้ ดังนั้นหน้าที่ของเราคือการร้องขอในสิ่งที่เราต้องการ แล้วเชื่อว่าในสิ่งที่เราจินตนาการได้นั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ . . เราจึงต้องขจัดความกลัวทิ้งไปซะ เพราะว่ายิ่งคุณกลัว สิ่งที่คุณกลัวจะเกิดขึ้นได้ง่าย เพราะยิ่งเรากลัวเราก็จะยิ่งคิดถึงมัน ยิ่งเราคิดถึงมัน จิตใต้สำนึกของเรา ยิ่งเข้าใจว่าเราต้องการมัน และทำให้มันเกิดขึ้นเพื่อเรา ฉะนั้นทุกสิ่งที่เกิดขึ้น นั่นก็เพราะเราอยากให้มันเกิดขึ้นนั่นเอง . . การหลีกเลี่ยงจากการถูกสิ่งแวดล้อมสะกดจิตเรา หมายความว่า เราสามารถถูกสิ่งแวดล้อมสะกดจิตเราได้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราเห็นคนกินมะม่วงดิบสดอยู่แล้วทำหน้าเหยเก แสดงว่าเปรี้ยวมาก แม้ว่าเราไม่ได้เป็นผู้กินเองก็ตาม แต่ก็รู้สึกเปรี้ยวตามไปด้วย แม้ว่าเราแค่เพียงได้เห็น . . ดังนั้นเมื่อเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมเช่นไร เสพติดสิ่งแวดล้อมแบบไหน เราก็มีโอกาสที่จะคิด หรือรู้สึกเช่นนั้นตามไปด้วยได้ และเพื่อช่วยให้จิตใต้สำนึกของเราทำงานได้ดีขึ้น . . เราจึงควรหลีกเลี่ยงการรับฟัง หรือรับชมข่าวสารที่น่าหดหู่ ที่เป็นด้านลบ ที่เป็นการบ่อนทำลายความรู้สึกของเรา ให้ละเว้นการบ่นว่า ตำหนิกล่าวโทษตัวเอง และนินทาให้ร้ายผู้อื่น ให้เราส่งความรู้สึกดีๆออกไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ และห้ามพูดว่ามันเป็นไปไม่ได้ มันยากเกินไป ฉันคงทำมันไม่ได้หรอก ไม่น่าเชื่อ นั่นก็คือ อย่าใส่คำพูดหรือความรู้สึกที่เป็นลบในสิ่งที่เราปราถนา โดยให้เปลี่ยนคำพูดให้เป็นไปในทางบวกแทน เช่น มันเป็นไปได้ ฉันทำได้ มันง่ายมาก หรือแม้กระทั่งว่าสิ่งนั้น มันช่างท้าทายเหลือเกิน คิดถึงแต่สิ่งที่ดีและจดจ่อแต่สิ่งที่เราต้องการ ไม่ใช่จดจ่อกับสิ่งที่เราไม่ต้องการ . . จดจ่ออยู่กับความสำเร็จ ไม่ใช่คลุกตัวอยู่กับความล้มเหลวหรือสิ้นหวัง จดจ่อในสิ่งที่เรามีและชื่นชมกับมัน ไม่ใช่ไปจมปลักกับสิ่งที่เราไม่มีแล้วรู้สึกขาดแคลน เพราะการมีความสุขกับสิ่งที่เรามี รู้สึกขอบคุณและสำนึกรู้คุณในสิ่งดีๆที่เรามี เราจะยิ่งมีเพิ่มขึ้น ดังนั้นจงหยุดลังเลสงสัย อย่าทำตัวโดดเดียวและสร้างความเชื่อมั่นให้เพิ่มพูนมากขึ้นทุกขณะ ว่าสิ่งที่เราปราถนาเป็นไปได้ และตั้งใจลงมือทำอย่างสุดกำลังแรงกายและใจ . . ความกระตือรือร้น สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะการใส่ความกระตืนรือร้นในทุกๆสิ่งที่เราทำ เราจะรู้สึกสนุกไปกับมัน มันจะทำให้เรื่องทุกอย่างง่ายขึ้น แม้ต่อให้งานนั้นยาก มันก็จะดูง่ายขึ้น และที่สำคัญเลยคือ ความกระตือรือร้นนี้สามารถส่งต่อเป็นพลังงานให้ผู้อื่นได้ และจงมองผู้อื่นด้วยดวงตาที่มีความสดใส มีเมตตาอยู่ตลอดเวลา . . จงจำไว้ว่า เราคือคนสำคัญและเขาก็เป็นคนสำคัญเช่นกัน และต้องรู้จักการปล่อยวาง นี่ไม่ใช่ให้เราล้มเลิกความตั้งใจในสิ่งที่เราปราถนา ถ้าทุกสิ่งที่เราทำไปมันยังไม่เกิดผล แต่มันหมายถึงให้เรารู้จักการรอคอย จนกว่าจังหวะเวลาที่ใช่มันจะเกิดขึ้น ปล่อยให้พลังงานที่ก่อให้เกิดทุกสรรพสิ่ง ชักนำในสิ่งที่เราต้องการมาให้เรานั่นเอง . . โดยมีวิธีการง่ายๆ ก็คือ การผ่อนคลายตัวเอง การทำสมาธิ ไม่เครียด ไม่กังวล มีจิตใจที่เบิกบาน จะทำให้ตัวเราเป็นประตู ที่พร้อมจะเปิดรับสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต และเมื่อสิ่งดี ใดๆ เข้ามาในชีวิตแล้ว จงฉลองความสำเร็จ ขอบคุณตัวเราเอง และทุกสิ่งทุกอย่าง ตลอดจนผู้คนรอบข้างที่มีส่วนในสิ่งดีๆนั้น เพื่อรู้สึกถึงความสำเร็จในทุกๆครั้ง แม้มันจะเป็นเพียงความสำเร็จเล็กๆน้อยก็ตาม

. . จงยิ้มบ่อยๆ หัวเราะบ่อยๆ ให้เดินเชิดหน้าแบบภูมิใจและเชื่อมั่นตนเอง โดยที่ความรู้สึกมีความสุข มีความชื่นชมยินดี สิ่งเหล่านี้จะก่อให้เกิดพลังดึงดูดให้เพิ่มขึ้น และยิ่งดึงดูดในสิ่งที่เราต้องการในชีวิต ให้มาหาเรามาเร็วขึ้นนั่นเอง . . สุดท้ายคือ ลงมือทำ ไปใช้ชีวิตให้มันถูก ให้มันใช่ และทำมันทันที เดี๋ยวนี้!!!!

ด้วยรัก และหวังดีไม่เสื่อมคลาย

# AR.Toni จิตพาดี # TheArtcher Connection

เคล็ดลับอื่นจาก ต้นคิด จิตพาดี

เคล็ดลับโค้ชฝากบอก ดูเคล็ดลับทั้งหมด »

วิทยากรด้าน การพัฒนาตนเอง ดูวิทยากรทั้งหมด »