สนใจรับข่าวสารสัมมนาดีดี สามารถติดตามได้ทางช่องทางเหล่านี้ -->
เพิ่มเพื่อน
registration steps
newsletter signup

บริษัทมาใหม่

ดูบริษัทจัดสัมมนาทั้งหมด »

วิทยากรมาใหม่





ดูวิทยากรทั้งหมด »
180x180 banner
180x180 banner
180x180 banner
180x180 banner
180x180 banner
180x180 banner
180x180 banner
180x180 banner
180x180 banner
180x180 banner
180x180 banner
180x180 banner
728x150 banner
search now
20 เคล็ดลับลดความกังวลสู่ความสดใส
พัฒนาตนเอง พัฒนาบุคลิกภาพ

20 เคล็ดลับลดความกังวลสู่ความสดใส

ฮาโหลๆๆ สวัสดีฮ่ะ …..วี๊ดวิ้ว…อิอิ

วันนี้มาพบเจอกับฮะเก๋ากันอีกแย้ว…คิคิ วันนี้ฮะเก๊าเอาเคล็ดลับมาฝากด้วยแหละ

หลายๆ คน ทั้งที่ทำงานแล้วก็ที่บ้าน ต่างก็มีความกังวลในเรื่องต่าง ๆ นับร้อยเรื่อง

ฮะเก๊าเข้าใจเลยแหละ ว่าการกังวลนั้นมันส่งผลกระทบในหลายๆด้าน เช่น

– ด้านการเรียน

– ด้านการทำงาน

– ด้านการกิน

– ด้านการนอน

โอ้โห!!! อีกตั้งมากมายหลายด้าน ฮะเก๊าบอกไม่หมดหรอก คิคิ เอาเป็นว่าฮะเก๊า

มีวิธีมาช่วยแก้แล้วกันนะ วิธีนี้ก็คือ…..”20 เคล็ดลับลดความกังวลสู่ความสดใส

 

ไม่อยากมีความกังวลมาอ่านเลยนะ….ฮะเก๊ารออยู่  อิอิ

#สัมมนาดีดี  #เคล็ดลับลดความกังวลสู่ความสดใส

#แชร์วนไป  #เคล็ดลับลดความกังวล

 

1.ทุกปัญหามีทางแก้

ในเมื่อมีเรื่องยุ่งยากมากมายที่เป็นปัญหาเกิดขึ้นได้ทุกวี่ทุกวัน  หลายๆ คนทั่วไปมักจะชอบวิตกกังวลส่งผลให้การแก้ไขปัญหาไร้ประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นอย่าเอาแต่กังวล นั่งจมกองความทุกข์ แล้วลองระลึกอยู่สมองเสอมว่า เมื่อมีปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ไข และควรคิดหนทางแก้ไขปัญหาที่เกิด สุดท้ายมันจะเจอทางออกได้เอง

 

2.ยิ้ม

เราควรฝึกยิ้มหน้ากระจกวันละหลายๆ รอบ ดูหนังตลก รายการตลก หัวเราะเยอะๆ ทุกวัน เฉลี่ยได้ทุกสองชั่วโมงจะดีมากๆ  แล้วอย่าลืมทำให้เป็นนิสัยเพราะจิตใต้สำนึกมันจะเริ่มตั้งโปรแกรมใหม่ให้เรามีจิตใจที่เบิกบาน

 

3.บอกเล่าอาการให้กับที่ไว้ใจ

ถ้าเรามีเพื่อนที่สนิทมากๆๆ ถึงมากที่สุด เราควรเล่าเรื่องหรือระบายความรู้สึกที่เกิดขึ้นให้เค้าฟัง เผื่อเค้าจะช่วยเราคิดหาวิธีแก้ไข แล้วเค้าอาจจะช่วยเรียงลำดับเรื่องราวที่เกิดและลำดับการแก้ไขปัญหาที่เกิดอีกก็ได้นะ แล้วสุดท้ายอะไรที่มันอยู่ในหัวสมองอยู่ในใจแล้วมันอึดอัดก็โล่งทันตาเห็น

 

4.ถอยตัวเองไปทำอย่างอื่นก่อน

นั่นก็คือในเมื่อเราทำสิ่งนี้แล้วมันทุกข์มาก แก้ปัญหาสิ่งนี้ไม่ได้เลย เราก็ควรพักสิ่งนี้ไว้ก่อน ไปทำสิ่งที่มันสบายใจ เช่น ทำอาหาร ,ทำขนม ,เย็บปักถักร้อย เป็นต้น พอเราคิดออกแล้วว่าจะแก้ไขปัญหาตรงนั้นยังไงค่อยกลับมาทำ

 

5.แยกปัญหาที่เกิด

ข้อนี้ก็สำคัญเลยเชียวนะ เราควรแยกแต่ละเรื่องออกจากกัน งานเราอาจผิดพลาดแต่เมื่อจบงานแล้วก็ควรวางไว้ตรงนั้นเป็นเรื่องของงานไม่ใช่เรื่องของเรา งานล้มเหลวไม่ได้หมายความว่า ครอบครัวชีวิตส่วนตัวจะแย่ตาม พาลเอาไม่มีความสุขกับทุกเรื่องไปด้วย

 

6.คิดอย่างเป็นระบบ

เราควรเรียงลำดับก่อนหลังให้ถูกต้องเสมอ ที่สำคัญพักเรื่องที่ยังมาไม่ถึงหรือเรื่องที่ไม่จำเป็นไว้ก่อน เพื่อให้สมองเราได้พักผ่อน แล้วไม่ควรทำอะไรในเวลาเดียวกัน  มันจะทำให้เราสับสนจนทำให้เรากังวลมากขึ้นกว่าเดิม

 

7.ยอมรับความไม่เที่ยง

หนึ่งในหลักธรรมทางพุทธศาสนา คือ อนิจจัง หมายถึงความไม่เที่ยง ทุกสิ่งในโลกย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดาบุคคลจึงควรตั้งอยู่ในความไม่ประมาท และเรียนรู้ที่จะอยู่และอดทนกับความไม่แน่นอน เพราะการยอมรับในสิ่งไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นในชีวิต จะช่วยให้ไม่ทุกข์จนเกินไป และความวิตกกังวลก็น้อยลง ส่งผลให้มีความสุขมากขึ้น

 

8.หยุดพักความคิด

ถ้าเรารู้สึกว่า เราชักจะจมอยู่กับความผิดหวังความท้อแท้ ดิ่งลึกลงไปทุกทีแล้วล่ะก็ ควรจะหยุดพักความคิดสัก 10 นาที หรือ 1 ชั่วโมง แล้วหันไปทำอย่างอื่นเพื่อดึงตัวเองให้หลุดออกจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้เราเกิดทัศนคติทางลบ เมื่อเราถอยออกมาจากเหตุการณ์นั้น ถอยออกมาเพื่อมองย้อนกลับเข้าไปใหม่ เราอาจเห็นทางออกของปัญหาที่รุมเร้าก็เป็นได้

 

9.ใช้เวลากับสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์

การยึดติดกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องที่เปล่าประโยชน์มาก ๆ ก่อนอื่นเราต้องยอมรับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วเราตามไปแก้ไขอะไรไม่ได้อีก เปลี่ยนความหม่นหมองเป็นพลังผลักดันในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดประโยชน์จะดีกว่า ไม่เพียงแต่เราจะสามารถลดความวิตกกังวลได้แล้ว ยังช่วยให้เรารู้สึกดีกับความสำเร็จในครั้งใหม่อีกด้วย

 

10.อยู่กับปัจจุบัน

เราใช้เวลาหมกมุ่น เฝ้าความกังวลกับที่ยังไม่เกิดขึ้นในอนาคต ทำให้เหลือเวลาน้อยลงกับความสุขที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ดังนั้น อย่าจดจ่ออยู่กับเรื่องที่เป็นกังวล ขอให้โฟกัสในสิ่งที่กำลังทำอยู่ในเวลานั้น เช่น ดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือ ทำสวน ฯลฯ ซึ่งจะทำให้ลืมความวิตกกังวลไปได้บ้าง

 

11.แบ่งเวลาจัดการเรื่องที่กังวล

ในเมื่อมีสิ่งที่ยังต้องครุ่นคิดเป็นกังวล ควรหาทางรับมือกับมันอย่างชาญฉลาด ด้วยการแบ่งเวลาให้กับเรื่องนั้นๆโดยเฉพาะ เช่น อาจให้เวลา 1 ชม. หลังเลิกงาน เพื่อจัดการกับปัญหา ส่วนจะแก้ไขสำเร็จหรือไม่นั้น เมื่อครบเวลาที่กำหนดไว้ ก็ควรหยุด และพาตัวเองออกจากสถานการณ์นั้น แล้วกลับบ้าน อาบน้ำพักผ่อนให้คลายเครียด วันรุ่งขึ้นค่อยหาหนทางใหม่แก้ไขกันต่อไป

 

12.จินตนาการเรื่องดีดี

การจินตนาการว่าเหตุการณ์จะต้องออกมาดีแน่นอน ต้องทำอย่างเป็นประจำข้อนี้อาจจะยากไปสักหน่อย แต่ว่ามันดีจริงๆ นะ โลกมันจะเป็นบวกหรือลบขึ้นอยู่กับมุมมองของเราเอง

 

13.เข้าสังคมบ่อย ๆ

ข้อนี้ก็เป็นทางเลือกที่ดีเหมือนกันนะ แต่เราก็ต้องเลือกคบกับคนดีๆ ไม่ใช่ไปรวมกลุ่มกับคนลบๆ แบบนั้นมันจะทำให้เรายิ่งกังวลเข้าไปอีกนะ ถ้าเราคบกับคนที่ดี ๆ รับรองความรู้สึกนั้นจะดีขึ้นมาทันที เพราะคนที่เพื่อฝูงคอยซัพพอร์ทสนับสนุนเยอะจะมีความกังวลน้อยลง

 

14.จดความคิดกังวลลงในกระดาษ

นี่แหละก็สามารถระบายออกได้อีกหนึ่งช่องทาง คือการจดความกังวลของตัวเองว่ามีอะไรบ้าง แล้วลองมาอ่านดูสิว่าแต่ละข้อนั้น มีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน?? ควรพิจารณาซ้ำๆกัน พออันไหนมันไม่สัคัญก็ทิ้งมันไป

 

15.อย่าอยู่กับอารมณ์ด้านลบ

อารมณ์ด้านลบที่เกิดขึ้น อาทิ ความกระวนกระวาย ความเศร้าโศก ความโกรธ ความรู้สึกผิด ความละอายใจ หรือแม้แต่อาการที่เกิดขึ้นทางร่างกาย เช่น ความเหนื่อยล้า ความเจ็บปวด เหล่านี้ล้วนเป็นตัวเร่งให้ความวิตกกังวลเพิ่มมากขึ้น

 

16.อย่าหลอกตัวเอง

ถ้าเป็นคนขี้กังวล มีแนวโน้มจะหลอกตัวเองว่า ที่กังวลใจเพราะกำลังคิดหาวิธีจัดการปัญหา ซึ่งในความเป็นจริงในทางตรงกันข้าม กลับส่งผลร้ายให้มากกว่า เพราะทุกครั้งที่คุณเกิดความกังวล ความเครียดก็ตามมาติดๆ และเจ้าความเครียดนี่เองที่เป็นบ่อเกิดของสารพัดโรคร้าย

 

17.ทำใจให้เป็นสุข

เราจะสุขหรือทุกข์นั้นอยู่ที่ความคิดของเราเป็นตัวกำหนด ถ้าเราตื่นเช้าขึ้นมาและบอกกับตัวเองในทุก ๆ เช้าว่า วันนี้เป็นวันดี ๆ อีกวันหนึ่ง ขอบคุณที่เรายังหายใจ ขอบคุณที่เรายังเดินได้ และยังมีแรงทำงาน ลุกจากที่นอนแล้วบอกตัวเราในกระจกว่า วันนี้จะเป็นวันที่ดี วันที่สดใสของเรา บอกกับ ตัวเองอย่างนี้ทั้งวัน จนเราเชื่อว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง และให้มันเป็นไปโดยอัตโนมัติ ความสุขจะเกิดขึ้นที่ใจของเราเอง ซึ่งทำให้เราทำงานด้วยความสุขตลอด ทั้งวัน แม้ว่าจะเจออุปสรรคปัญหานานาประการ

 

18.การนั่งสมาธิ

การนั่งสมาธิเป็นประจำช่วยได้ แต่นั้นหมายถึงต้องสามารถปล่อยใจว่างตลอดในขณะนั่งสมาธิด้วย แค่ทำท่านั่งสมาธิอย่างเดียวมันไม่ช่วยอะไรหรอกนะ ถ้าหากใจไม่หยุดฝุ้งซ่านมันก็เหมือนไม่ได้นั่ง นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์เรียบร้อยแล้วว่าการนั่งสมาธิส่งผลต่อสมองโดยตรง ทำให้เครียดยาก กังวลยาก กลุ่มคนที่เล่นโนคะเป็นประจำเช่นกัน

 

19.อย่าเก็บกดความวิตกกังวล

เมื่อเริ่มรู้สึกวิตกกังวลในบางเรื่อง อย่าพยายามต่อสู้หรือฝืนที่จะไม่เก็บมันมาคิด เพราะเมื่อพยายามกดไว้ ที่สุดแล้วมันจะกระเด้งกลับเข้ามาแรงยิ่งกว่าเดิม วิธีที่ควรทำคือเผชิญหน้ากับมัน ด้วยการเฝ้ามองและรับรู้ แต่ไม่เอาใจเข้าไปผูกพัน หรือเอาจิตเข้าไปปรุงแต่ง และก็ข้ามผ่านไปทำกิจกรรมอื่นๆที่เป็นประโยชน์ และช่วยให้ใจเบิกบาน เช่น รดน้ำต้นไม้ ให้อาหารสัตว์ ฯลฯ

 

20.ในระยะยาวเราต้องวางแผนชีวิต

บริหารเวลาบริหารชีวิต ช่วยให้รู้สึกมีความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินและอนาคตของเราได้ การที่เราไม่มีความพร้อมไม่มีวินัยทางการเงินและเวลา ก็ทำให้ชีวิตแต่ละวันของเราสับสนอลหม่านทำอะไรก็ติดขัดไม่ราบรื่นได้

เคล็ดลับโค้ชฝากบอก ดูเคล็ดลับทั้งหมด »

โค้ชด้าน พัฒนาตนเอง พัฒนาบุคลิกภาพ ดูโค้ชทั้งหมด »