หลักสูตรอบรม ! การวางแผนงาน บริหารเวลา และสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพในยุคดิจิทัล (Master Your Day, Multiply Your Impact: Effective Planning, Time Management & Communication in the Digital Age)

รหัสหลักสูตร: 69267

จำนวนคนดู 30 ครั้ง
การวางแผนงาน บริหารเวลา และสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพในยุคดิจิทัล (Master Your Day, Multiply Your Impact: Effective Planning, Time Management & Communication in the Digital Age)
รอบที่

-

ยังไม่มีรอบจัดในขณะนี้

ท่านสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อรับการแจ้งเตือนเมื่อมีรอบใหม่

หลักการและเหตุผล

      ในยุคดิจิทัลที่การทำงานมีความซับซ้อนและต้องรับผิดชอบหลายภารกิจพร้อมกัน การวางแผนงาน การจัดลำดับความสำคัญ และการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพ ลดความผิดพลาด และทำให้งานบรรลุเป้าหมายตามกำหนดเวลา อย่างไรก็ตาม การถูกรบกวนจากการสื่อสารผ่านช่องทางดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงของงานเร่งด่วน และการประสานงานที่ขาดความชัดเจน อาจส่งผลให้เกิดความล่าช้า ความเครียด และการใช้ทรัพยากรอย่างไม่คุ้มค่า

      นอกจากนี้ การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้บุคลากรสามารถกำหนดความคาดหวัง ประสานงาน มอบหมายงาน ติดตามความคืบหน้า และจัดการข้อจำกัดด้านเวลาได้อย่างเหมาะสม รวมถึงสามารถปฏิเสธหรือเจรจาต่อรองงานอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันและสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น

      หลักสูตรนี้จึงมุ่งพัฒนาทักษะการวางแผนงาน การบริหารเวลา และการสื่อสารในบริบทการทำงานยุคดิจิทัล ผ่านการประยุกต์ใช้เครื่องมือและเทคนิคต่าง ๆ เช่น Eisenhower Matrix, Pareto Principle, Time Blocking, Time Batching และเทคนิคการสื่อสารเพื่อกำหนดขอบเขตและจัดการความคาดหวัง พร้อมกิจกรรมเชิงปฏิบัติการให้ผู้เรียนสามารถออกแบบแผนการทำงานของตนเอง และนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและสร้างผลลัพธ์ที่ดีทั้งในระดับบุคคลและองค์กร

วัตถุประสงค์

      1.       เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจหลักการวางแผนงาน การจัดลำดับความสำคัญ และการบริหารเวลาให้สอดคล้องกับเป้าหมายและความรับผิดชอบ

      2.       เพื่อพัฒนาทักษะการจัดการงาน การจัดสรรเวลา และการรักษาสมาธิในการทำงาน โดยประยุกต์ใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับบริบทการทำงานยุคดิจิทัล

      3.       เพื่อเสริมสร้างทักษะการสื่อสาร การประสานงาน การมอบหมายงาน และการติดตามความคืบหน้าให้มีความชัดเจนและลดความเข้าใจคลาดเคลื่อน

      4.       เพื่อให้ผู้เรียนสามารถสื่อสารข้อจำกัดด้านเวลา เจรจาต่อรองลำดับความสำคัญ และปฏิเสธงานอย่างเหมาะสมและสร้างสรรค์

      5.       เพื่อให้ผู้เรียนสามารถจัดทำแผนการทำงานรายวันและรายสัปดาห์ พร้อมกำหนดแนวทางปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

หัวข้ออบรมสัมมนา
ส่วนที่ 1: ที่มาและความสำคัญ (Background & Importance)

1.วิกฤตการณ์การบริหารเวลาในโลกการทำงานยุคใหม่ (Modern Workplace Time Crises)

      •       Digital Distractions & Micro-interruptions: ผลวิจัยพบว่ามนุษย์ในยุคดิจิทัลถูกรบกวนเฉลี่ยทุกๆ 3–5 นาที (ผ่านการแจ้งเตือน Line, Email, Social Media) และเมื่อถูกรบกวน สมองต้องใช้เวลาถึง 23 นาที 15 วินาที ในการดึงสมาธิกลับมาสู่ภารกิจเดิม (Context Switching Penalty)

      •       Urgency Culture (วัฒนธรรม "งานด่วนทุกอย่าง"): การขาดระบบจัดลำดับความสำคัญในองค์กรทำให้ทุกงานถูกตีตราว่า "ด่วนที่สุด" ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตกอยู่ในภาวะ Reactive Mode (ทำงานแบบคอยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตลอดเวลา) แทนที่จะเป็น Proactive Mode (ทำงานแบบวางแผนล่วงหน้า)

      •       The Multitasking Myth: การทำงานหลายอย่างพร้อมกันไม่ได้ช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้น แต่ทำให้ประสิทธิภาพของสมองลดลงถึง 40% และเพิ่มอัตราความผิดพลาดในเนื้องานมากขึ้น

2.ผลกระทบเชิงซ้อนเมื่อขาดการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ

      •       ผลกระทบต่อบุคคล: เกิดความเครียดสะสม (Chronic Stress), ภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome), นอนไม่หลับ และความรู้สึกว่าตนเอง "ยุ่งตลอดเวลาแต่ไม่มีผลงานชิ้นเอก" (Busy without Progress)

      •       ผลกระทบต่อองค์กร: งานส่งล่าช้ากว่ากำหนด ต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้น คุณภาพของงานตกต่ำลง และเกิดความขัดแย้งระหว่างทีมจากการตามงาน

3.ปรัชญาการบริหารเวลา (Time Management Philosophy)

      •       "Time Management is Self-Management & Attention Management": เราไม่สามารถเพิ่มเวลาจาก 24 ชั่วโมงให้เป็น 25 ชั่วโมงได้ แต่เราสามารถบริหาร "ตัวเราเอง" และ "จุดสนใจ (Attention)" ในแต่ละช่วงเวลาได้

      •       Busy vs. Productive: ความแตกต่างระหว่าง คนยุ่ง (Doing things right) กับ คนทรงประสิทธิภาพ (Doing the right things)

ส่วนที่ 2: The Paradox of Choice (ความย้อนแย้งของทางเลือก)

1.ทฤษฎีความย้อนแย้งของทางเลือก (Barry Schwartz’s Theory)

      •       More Options = More Paralysis: เมื่อมนุษย์เผชิญกับตัวเลือกที่มากเกินไป สมองจะเกิดอาการ Analysis Paralysis (ภาวะอัมพาตทางการตัดสินใจ) ทำให้ตัดสินใจช้าลง ลังเล หรือหลีกเลี่ยงด้วยการผัดวันประกันพรุ่ง

      •       Post-Decision Regret: ยิ่งมีตัวเลือกเยอะ เมื่อตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่งไปแล้ว มนุษย์มักจะรู้สึกเสียดายตัวเลือกที่ไม่ได้เลือก ทำให้ความพึงพอใจในผลงานลดลง

2.โครงสร้างภาระทางสมอง (Cognitive Load & Decision Fatigue)

      •       Decision Fatigue (ภาวะล้าทางการตัดสินใจ): มนุษย์มีความสามารถในการตัดสินใจคุณภาพสูงจำกัดในแต่ละวัน (ประมาณ 35,000 การตัดสินใจ/วัน ทั้งเรื่องเล็กและเรื่องใหญ่) เมื่อผ่านการตัดสินใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มาทั้งวัน สมองจะเริ่มตัดสินใจมั่วซั่วหรือเลือกทางที่ง่ายที่สุด

3.How to eliminate unnecessary choices:

      •       Standardization & Automation: สร้างมาตรฐานหรือแม่แบบ (Templates) สำหรับงานประจำ เช่น อีเมลตอบกลับแบบฟอร์มเดิม ตารางรายงานประจำสัปดาห์

      •       Default Decisions: กำหนดกฎการตัดสินใจไว้ล่วงหน้า (Pre-made decisions) เช่น กำหนดเวลาเช็กอีเมลตายตัว 2 รอบต่อวัน (10:00 น. และ 15:00 น.) เพื่อไม่ต้องคอยตัดสินใจว่า "จะเปิดดูอีเมลตอนนี้ดีไหม"

      •       Rule of 3: จำกัดตัวเลือกสำคัญในแต่ละเรื่องให้ไม่เกิน 3 ตัวเลือกเสมอ

ส่วนที่ 3: Eisenhower Matrix (ตารางจัดลำดับความสำคัญ)

1.แกนการวิเคราะห์ 2 มิติ

      •       Urgency (ความด่วน): อิงตามปัจจัยภายนอกและกาลเวลา ต้องการการตอบสนองทันที

      •       Importance (ความสำคัญ): อิงตามเป้าหมาย (Goals), คุณค่า (Values), และผลกระทบต่อองค์กรระยะยาว (Long-term Impact)

2.เจาะลึก Quadrant ทั้ง 4 และแนวทางจัดการ

      •       Quadrant 1: Do First (ด่วน & สำคัญ) - "วิกฤตที่ต้องทำทันที"

            o       ลักษณะงาน: ปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องแก้ไข, งานตามกำหนดส่งที่กระชั้นชิด, ปัญหาลูกค้าวิกฤต

            o       ผลกระทบถ้ามากเกินไป: เกิดความเครียดสูง งานลนลาน

            o       การจัดการ: ทำทันทีเพื่อจบปัญหา แต่ต้องหาสาเหตุเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

      •       Quadrant 2: Schedule (ไม่ด่วน แต่สำคัญ) - "ขุมพลังแห่งความสำเร็จ" (Quality Quad)

            o       ลักษณะงาน: การวางแผนเชิงกลยุทธ์, การพัฒนาทักษะตนเอง, การดูแลสุขภาพ, การสร้างความสัมพันธ์, การป้องกันปัญหาล่วงหน้า

            o       ผลกระทบถ้าทำสม่ำเสมอ: งานมีคุณภาพ ชีวิตมีสมดุล ลดงานใน Quadrant 1

            o       การจัดการ: ต้องล็อกเวลา (Time Blocking) ในปฏิทินไว้อย่างเคร่งครัด เพราะเป็นงานที่ไม่ร้องเรียก แต่ทรงคุณค่าที่สุด

      •       Quadrant 3: Delegate (ด่วน แต่ไม่สำคัญ) - "กับดักความยุ่ง" (Deception Quad)

            o       ลักษณะงาน: การโทรแทรก, การแจ้งเตือนแชต, ประชุมที่ตนเองไม่ได้มีส่วนร่วมหลัก, งานฝากทำจากคนอื่น

            o       ผลกระทบ: รู้สึกยุ่งตลอดเวลาแต่ไม่มีผลงานของตัวเอง

            o       การจัดการ: กระจายงาน (Delegate), ปฏิเสธอย่างสุภาพ (Say No), หรือสร้างระบบอัตโนมัติ

      •       Quadrant 4: Don't Do (ไม่ด่วน & ไม่สำคัญ) - "หลุมดำกินเวลา" (Waste Quad)

            o       ลักษณะงาน: การไถฟีดโซเชียลมีเดียอย่างไร้จุดหมาย, การคุยเล่นในเวลาทำงานยาวนาน, งานเอกสารที่ไม่ซ้ำซ้อนและไม่มีใครใช้

            o       การจัดการ: ตัดทิ้ง (Eliminate) หรือจำกัดให้อยู่ในเวลาพักผ่อนเท่านั้น

ส่วนที่ 4: Pareto Principle (กฎ 80/20)

1.หลักการและแนวคิด 80/20 ในการทำงาน

      •       The Vital Few vs. The Trivial Many: ในงานทั้งหมดที่เราทำ จะมีงานเพียง 20% (Vital Few) ที่สร้างผลลัพธ์หรือคุณค่าหลักแก่เพิ่มให้กับองค์กรถึง 80% ส่วนงานอีก 80% (Trivial Many) สร้างผลลัพธ์เพียง 20%

      •       การประยุกต์ใช้ Pareto ในงาน office:

            o       80% ของผลงานและ KPI มาจากงานสำคัญ 20%

            o       80% ของปัญหา/ความขัดแย้ง เกิดจากสาเหตุหลักเพียง 20%

            o       80% ของเวลาประชุม เสียไปกับหัวข้อที่ไม่กระทบเป้าหมาย 20%

2.วิธีการระบุและโฟกัส High-Impact Tasks (20%)

      •       Step 1: Impact-Effort Matrix แยกแยะงานโดยดูจาก "ผลกระทบต่อเป้าหมาย (Impact)" และ "ความยาก/เวลาที่ใช้ (Effort)"

      •       Step 2: Identifiy Key Performance Drivers ถามตนเองว่า "ถ้าทำได้แค่งานเดียวในวันนี้ งานไหนจะสร้างความก้าวหน้าให้องค์กรมากที่สุด?"

      •       Step 3: Apply "Eliminate, Reduce, Automate, Delegate" (ERAD) กับงาน 80% ที่เหลือ:

            o       Eliminate (ตัด): ตัดขั้นตอนเอกสารที่ซ้ำซ้อน

            o       Reduce (ลด): ลดเวลาประชุมจาก 1 ชั่วโมงเหลือ 30 นาที

            o       Automate (ใช้อุปกรณ์ช่วย): ใช้ AI หรือสูตร Excel ในการประมวลผลข้อมูล

            o       Delegate (กระจาย): มอบหมายงานประจำ routine ให้ผู้ที่เหมาะสม

ส่วนที่ 5: เทคนิคการโฟกัสและการจัดการพลังงาน (Focus & Energy Management)

1.การจัดการจังหวะพลังงานชีวภาพ (Biological Prime Time)

      •       Chronotypes (นาฬิกาชีวิต):

            o       Larks (นกเช้า): พลังงานสมองตื่นตัวสูงสุดช่วง 08:00 - 12:00 น. เหมาะสำหรับการคิดกลยุทธ์ งานที่ต้องใช้สมาธิสูง (Deep Work)

            o       Owls (นกนกฮูก/คนสายบ่าย): พลังงานสมองตื่นตัวช่วงบ่ายแก่ๆ หรือช่วงเย็น

2.Matching Task to Energy Level:

      •       ช่วงพลังงานสูง (High Energy): ทำงานสำคัญที่สุด (Quadrant 2 / งาน 20% Pareto)

      •       ช่วงพลังงานต่ำ (Low Energy / Post-Lunch Dip): ทำงานประเภท Shallow Work เช่น ตอบอีเมล จัดระเบียบไฟล์ ล้างกล่องข้อความ

3.เทคนิคเพิ่มสมาธิขั้นสูง (Focus Techniques)

      •       Pomodoro Technique (เทคนิคการมะเขือเทศ):

            o       ทำงานแบบเจาะจง 25 นาที (Sprint) + พักสั้น 5 นาที (Break)

            o       ทำครบ 4 รอบ (2 ชั่วโมง) ให้พักยาว 15–30 นาที

            o       ประโยชน์: ช่วยรักษาสมาธิ ป้องกันสมองล้า และทำให้เห็นความก้าวหน้าของงานชัดเจน

      •       Deep Work Environment (การสร้างสภาพแวดล้อมสมาธิลึก):

            o       การปิดการแจ้งเตือน (Turn off notifications) ทั้งหมดขณะทำ Deep Work

            o       การสื่อสารแบบไม่ประสานเวลา (Asynchronous Communication): กำหนดรอบเวลาตอบแชต แทนการตอบทันทีแบบ Real-time

ส่วนที่ 6: เวิร์กช็อป: ออกแบบวันทำงานในฝัน (Workshop: Designing Your Ideal Workday)

1.โครงสร้างการออกแบบปฏิทินงานด้วย Time-Blocking & Time-Batching

      •       Time Blocking (การล็อกบล็อกเวลา): แบ่งตารางเวลาในแต่ละวันออกเป็น "บล็อก" สำหรับกิจกรรมเฉพาะเจาะจง ป้องกันไม่ให้เวลารั่วไหล

      •       Time Batching (การรวบรวมงานประเภทเดียวกันทำพร้อมกัน):

            o       รวมงานย่อยๆ ที่คล้ายกันทำในรอบเดียว เช่น รวบรวมการอนุมัติเอกสาร ทำการโทรกลับ หรือตอบอีเมลไว้ในบล็อกเวลา 14:00 - 14:30 น.

2.ตัวอย่างการจัดโครงสร้าง "Ideal Workday" (วันทำงานในฝัน)

3.ศิลปะการตั้งขอบเขตและการปฏิเสธอย่างสุภาพ (Setting Boundaries & Assertive No)

      •       การปฏิเสธแบบบวก (The Positive No Technique):

            o       Yes (ยืนยันคุณค่า/ความสำคัญ): "เข้าใจเลยครับว่างานนี้สำคัญมาก"

            o       No (ปฏิเสธตามข้อเท็จจริงเรื่องเวลา): "แต่ตอนนี้ผมติดโฟกัสงาน [โปรเจกต์ A] ซึ่งมีกำหนดส่งเย็นนี้ ทำให้ยังไม่สามารถรับงานนี้ทันทีได้ครับ"

            o       Yes? (เสนอทางเลือก/ทางออกอื่น): "หากเป็นช่วงพรุ่งนี้เช้าเวลา 10:00 น. หรือมอบหมายให้ฝ่าย... ผมจะสามารถช่วยดูต่อให้ได้อย่างเต็มที่ครับ"

วิทยากร
ภาษาในการบรรยาย
ไทย
ประกาศนียบัตร

สัมมนานี้ได้รับประกาศนียบัตร

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
อย่าลืมบอกผู้จัดงานว่าเห็นประกาศจากเวป "สัมมนาดีดี" นะคะ
ชื่อหน่วยงาน/บริษัท:SeminarDD Academy
ชื่อผู้ประสานงาน:ผู้จัดงาน
เบอร์โทรศัพท์ :097-474-6644

หากท่านต้องการสมัคร การวางแผนงาน บริหารเวลา และสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพในยุคดิจิทัล (Master Your Day, Multiply Your Impact: Effective Planning, Time Management & Communication in the Digital Age)
กรุณากดปุ่ม 'สมัครเข้าฟัง' ด้านล่างนี้


ค่าฝึกอบรมสามารถหักค่าใช้จ่ายทางภาษีนิติบุคคลได้ 200%
ลงชื่อเพื่อจองสัมมนาในรอบถัดไป
(ถ้ามีจัด ท่านจะได้สิทธิ์ก่อน)
สามารถติดต่อได้ที่
โทร. 097-474-6644
อีเมล์ [email protected]
ไลน์ไอดี @seminardd

หลักสูตรนี้สามารถจัดแบบ In-House Training (สอนเฉพาะองค์กรของคุณ) ได้ทั้งแบบ Onsite และ Online ขอใบเสนอราคา In-house Training

คำค้นประกาศนี้ Tags: การวางแผนงาน, การบริหารเวลา, การสื่อสาร, Effective Planning, Time Management, Communication

หลักสูตรฝึกอบรมอื่นๆที่น่าสนใจของผู้จัด