หลักสูตรอบรม เทคนิคการสื่อสารภายในองค์กร สำหรับยุค New Normal ให้ได้ทั้งใจและงาน

รหัสหลักสูตร: 67745

จำนวนคนดู 1821 ครั้ง
สอนสดออนไลน์
เทคนิคการสื่อสารภายในองค์กร สำหรับยุค New Normal ให้ได้ทั้งใจและงาน
รอบที่

-

ยังไม่มีรอบจัดในขณะนี้

ท่านสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อรับการแจ้งเตือนเมื่อมีรอบใหม่

หลักการและเหตุผล

          การทำงานให้ได้ประสิทธิภาพ สำเร็จตามเป้าหมายนั้น การสื่อสารเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนให้การทำงานของทีมงานเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพนั้น ผู้พูดหรือผู้สื่อสารต้องเข้าใจลักษณะของผู้ฟัง หรือ ผู้รับสาร และเลือกใช้เครื่องมือหรือเทคนิคในการสื่อสารที่เหมาะสมแก่ผู้ฟัง

          สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการสื่อสารคือ ผู้รับสาร เข้าใจเจตนาและความต้องการของผู้พูด หรือ ผู้ส่งสารอย่างดีและครบถ้วน สามารถที่จะตอบสนองหรือปฏิบัติได้อย่างสมบูรณ์ในเวลาอันรวดเร็ว หลักสูตรนี้จึงเป็นหลักสูตรที่จะแนะนำการประเมินผู้ฟัง หรือ ผู้รับสาร และ เครื่องมือสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ทั้งในการสื่อสารแบบตัวต่อตัว หรือ การสื่อสารสาธารณะ เพื่อให้ผู้ส่งสารสามารถเลือกใช้เครื่องมือในการสื่อสารที่เหมาะสมแก่ผู้รับสารทุกรูปแบบ

วัตถุประสงค์

          1.   เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้เข้าใจถึงลักษณะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในยุคนิวนอร์มัล

          2.   เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้เข้าใจถึงเครื่องมือ / เทคนิค /ทักษะของการสื่อสารในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์

          3.   เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถพิจารณาและจัดประเภทผู้ฟังได้อย่างเหมาะสม

          4.   เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในแนวดิ่ง และ แนวราบ

ลักษณะการเรียนรู้

  •    บรรยาย
  •    Workshop
  •    Quiz

สอนสดออนไลน์ผ่านทาง Zoom

หัวข้ออบรมสัมมนา

1.Pre-Test

     แบบทดสอบง่ายๆ 5 ข้อ เพื่อกระตุ้นให้ผู้เข้าอบรมประเมินตนเองในหัวข้อที่จะเรียน

2.ลักษณะการสื่อสารที่มีทรงคุณภาพในยุคนิวนอร์มัล

     หัวข้อนี้จะเป็นการบรรยายโครงสร้างการสื่อสารที่ดีองค์ประกอบของการสื่อสาร คุณลักษณะที่จำเป็นสำหรับผู้พูด/ ผู้ส่งสารเครื่องมือในการสื่อสารประเภทต่างๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ท้ายเซสชั่นจะมีการ Workshop จับคู่เพื่อ ประเมินผู้ฟังว่าเป็นประเภทไหน

     •     Visual Learner หรือฟังผ่านภาพได้ผลที่สุด โดยที่ผู้ฟังหรือผู้รับสารประเภทนี้จะรับสารได้ดีที่สุด เมื่อมีภาพหรือการ เปรียบเปรยกับสิ่งที่มองเห็นจินตนาการเป็นรูปได้ หากต้องการสื่อสารกับผู้ฟังกลุ่มนี้ให้มีประสิทธิภาพ เครื่องมือ สื่อสารควรเป็นรูปภาพ หรือคลิปมาใส่ร่วมกันหรือเน้นย้ำว่า “ขอให้ผู้ฟังหรือผู้รับสารนึกภาพตาม”

     •     Aural Learner หรือผู้ฟังหรือผู้รับสารผ่านเสียงผู้ฟังหรือผู้รับสารประเภทนี้จะตอบสนองต่อเสียงได้ดีที่สุด

     •     Verbal Learner ผู้ฟังหรือผู้รับสารผ่านคำโดยผู้ฟังหรือผู้รับสารเหล่านี้ เรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อต้องสื่อสาร จากการ เขียนหรือการอ่าน

     •     Physical Learner ผู้ฟังหรือผู้รับสารผ่านร่างกาย วิธีสังเกตผู้ฟังหรือผู้รับสารประเภทนี้ คือพวกเขามักจะใช้ภาษา กายมากกว่าจะพูด ผู้ฟังหรือผู้รับสารประเภทนี้เรียนได้ดีที่สุดเมื่อเนื้อหาเชื่อมโยงกับอารมณ์และร่างกาย เคล็ดลับ ในการสื่อสารกับผู้ฟังกลุ่มนี้คือใช้อุปกรณ์เช่น การเขียน Mind-mapping ลงบนกระดาษ

     •     Logical Learner ผู้ฟังหรือผู้รับสารผ่านตรรกะ ผู้ฟังหรือผู้รับสารกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่จัดระเบียบข้อมูลต่างๆ ได้เก่งที่สุด และสามารถเชื่อมต่อข้อมูลต่างๆได้เก่ง รวมทั้งมองสิ่งต่างๆได้จากหลายมุมมอง ผู้ฟังหรือผู้รับสารเหล่านี้ มักจะเป็น หัวหน้างานกลุ่มต่างที่ดีได้

     •     Social Learner ผู้ฟังหรือผู้รับสารผ่านสังคม ผู้ฟังหรือผู้รับสารเหล่านี้จะเป็นคนที่เพื่อนเยอะชอบทำกิจกรรมร่วม กับเพื่อนๆ ไม่ว่าจะเป็นเกมส์กีฬาหรือวงดนตรี การสื่อสารกับผู้ฟังหรือผู้รับสารเหล่านี้ได้ดี โดยการผ่านกิจกรรม เล็กๆ เช่น การถามคำถาม การทำงานกลุ่มกิจกรรม

     •     Solidarity Learner ผู้ฟังหรือผู้รับสารเดี่ยว ผู้ฟังหรือผู้รับสารเหล่านี้เป็นประเภทที่สามารถสื่อสาร/รับสาร

ได้อย่าง สบายใจที่สุดเมื่อได้รับความเป็นส่วนตัวหรืออยู่คนเดียว ด้วยการมอบเป้าหมายที่ชัดเจนให้กับผู้ฟังหรือผู้รับสารเหล่านี้ เพื่อให้เขาสามารถนำไปปรับใช้เองได้อย่างดีที่สุด

3.เทคนิค 3C ในการสื่อสาร (3-C Communication)

     •     เทคนิคในการสื่อสารแบบ 3C คือ Content-Connect-Conclude สำหรับการสื่อสารที่ต้องการความรวดเร็ว

และมีคนที่รับสารเป็นจำนวนมาก

     •     Content หรือ เนื้อหาจะสรุปประเด็น Who-What-When-Why-How ได้อย่างไร และปริมาณเนื้อหาที่เหมาะสม ในการสื่อสารควรเป็นอย่างไร

     •     Connect หรือ การเชื่อมต่อ จะเชื่อมต่อไปถึงผู้ฟังได้อย่างไร ผ่านการพูด ผ่านการเขียน ผ่านการประชุม ผ่านอีเมล ผ่านไลน์ หรือ ผ่านหัวหน้างานเพื่อนร่วมงาน

     •     Conclude หรือสรุปความต้องการในการสื่อสารคืออะไร ควรสรุปได้ใน 2 นาที

4.เทคนิคการสื่อสารเพื่อให้ได้ใจเพื่อนร่วมงานด้วยเทคนิค ABC : Audience-Benefit-Consequence

     •     A: Audience – ในการนำเสนอ ผู้พูดต้องทำความรู้จักผู้ฟัง และทำความเข้าใจว่าผู้ฟังต้องการอะไร ให้ชัดเจน เพราะในหัวข้อเดียวกัน หากนำเสนอให้พนักงานฟัง กับนำเสนอให้ผู้บริหารฟัง เนื้อหาและภาษาที่ใช้ ก็ควร แตกต่าง

     •     B: Benefits – ต้องคิดไว้ล่วงหน้าว่า ประโยชน์ที่ผู้ฟังจะได้รับจากเนื้อหาที่นำเสนอคืออะไร และถ้าเป็นไปได้ ใช้ประโยชน์นี้เป็นชื่อหัวข้อในการนำเสนอ หรือใช้พาดหัวในตอนเริ่มต้นการนำเสนอ จะช่วยดึงดูดควา     มน่าสนใจ ได้มากยิ่งขึ้น

     •     C: Consequence – หมายถึงสิ่งที่ต้องการให้ผู้ฟังทำหลังจากการนำเสนอจบสิ้นลง เช่น ต้องการให้ตัดสินใจ ต้องการให้แสดงความคิดเห็น ต้องการให้ช่วยบอกต่อ เป็นต้น ระบุให้ชัดเจน เพื่อผู้ฟังจะได้รับทราบว่า ฟังจบแล้ว ต้องทำอะไรต่อไป (What’s Next)

5.เทคนิคการสื่อสารแบบผู้นำยุคนิวนอร์มัล

     •     Outward Mindset – คิดถึงส่วนรวมการจะเป็นผู้นำที่ดีแน่นอนว่า ประโยชน์ส่วนรวมต้องมาก่อนประโยชน์ส่วนตน ผู้นำที่ดีจึงต้องเป็นผู้ที่เสียสละเพื่อส่วนร่วม มี outward mindset คิดถึงผู้อื่นก่อนตัวเอง พร้อมสนับสนุนและ ปกป้องพนักงานให้มีพื้นที่ปลอดภัยในการทำงาน ช่วยเหลือพนักงานให้พัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะนำมาสู่ การปลดล็อควัฒนธรรมที่เอื้อต่อการเกิดความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ผู้นำจะต้องเสียสละ รับผิดชอบทำหน้าที่ ที่มากขึ้น คอยช่วยเหลือและให้คำแนะนำ เป็นนักฟังที่ดี มีความเห็นอกเห็นใจ รับผิดชอบแทนลูกน้อง สร้างแรงจูงใจ แทนการสั่งงาน แสวงหาความร่วมมือและแรงสนับสนุนจากรอบด้าน ผลักดันให้ลูกน้องได้เติบโต รวมถึงมีความ สามารถในการมองภาพรวมและมองการณ์ไกลเพื่อนำทีมไปสู่เป้าหมาย

     •     Inspirational – สร้างแรงบันดาลใจ บทบาทของผู้นำยุคใหม่จึงเน้นหนักที่การสร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งไม่ได้แปลว่า ผู้นำต้องเป็นคนพูดเก่งราวกับนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ แต่เป็นผู้นำที่สามารถ walk the talk ทำให้เราเห็นว่าเขา เชื่อมั่นใน core value ขององค์กรจริงๆ เป็นผู้นำที่กล้ากำหนด purpose เหนือ profit กล้าจินตนาการถึงความ เป็นไปได้ใหม่ๆ เป็นผู้นำที่ทำให้พนักงานเห็นคุณค่าของงานที่ทำและมีแรงบันดาลใจที่จะทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อสร้าง ความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับตัวเอง องค์กร และสังคม

     •     Lifelong learning – เรียนรู้อยู่เสมอ ธุรกิจ 10 ปีที่แล้ว กับธุรกิจในตอนนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การบริหารจึง ไม่สามารถใช้แนวทางเดิม ๆ หรือปฏิบัติตามสูตรสำเร็จที่เคยใช้กันมาได้อีกต่อไป คนที่อยู่ในฐานะผู้นำจึงต้องพร้อม ที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และคอยพัฒนาตัวเองตลอดเวลา เปิดใจยอมรับไอเดียและฟีดแบคจากผู้อื่น ทั้งการเรียนรู้จาก พนักงาน ลูกค้า หรือผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ

     •     Communication – สื่อสารเป็น คุณสมบัติด้านการสื่อสารจึงเป็นสิ่งผู้นำขาดไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเผชิญ หน้ากับปัญหาที่ใหม่และไม่มี know how ในการรับมือมาก่อน ผู้นำจะต้องมีความสามารถในการสื่อสารอย่าง เปิดเผยและจริงใจ เพื่อสร้างความไว้วางใจให้สื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจ เพื่อปลอบประโลมและเยียวยาความ รู้สึกของพนักงาน และสื่อสารโน้มน้าวใจเพื่อชักจูงให้พนักงานมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา

     •     Emotional Intelligence – ความฉลาดทางอารมณ์ ความฉลาดทางอารมณ์เป็นคุณสมบัติที่จำเป็นอย่างมาก สำหรับผู้นำในการบริหารจัดการตัวเองและบริหารทีม การเป็นผู้นำในยุคนี้ต้องเจอกับความเครียด และบททดสอบ มากมาย หากผู้นำไม่รู้จักบริหารจัดการอารมณ์ของตัวเองให้ดีก็จะส่งผลเสียต่อบรรยากาศในการทำงาน ขณะเดียว กันผู้นำก็ต้องมีความสามารถที่จะเข้าใจและรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่นด้วย เพื่อที่จะสามารถบริหารจัดการอารมณ์ของ ผู้อื่น ยิ่งในวิกฤตที่ผู้คนมักรู้สึกไม่มั่นคง เครียด และกังวลใจ ผู้นำจะเป็นที่พึ่งสำคัญในการทำให้สภาวะจิตใจของ พนักงานกลับมาสู่จุดสมดุลและพร้อมเดินหน้าทำงานเพื่อองค์กรต่อไป

     •     Unstructured Problem-Solving – คิดพลิกแพลงแก้ปัญหา ผู้นำต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ แทบทุกวัน บ่อยครั้งแผนที่วางไว้ล่วงหน้าเมื่อถึงเวลาจริงก็อาจจะใช้การไม่ได้ ทำให้ต้องคอยปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เข้ากับ สถานการณ์อยู่เสมอ ผู้นำจึงจำเป็นต้องมีระบบความคิดที่ยืดหยุ่น (Cognitive Flexibility) เพื่อที่จะสามารถ พลิกแพลง หาวิธีแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม ผู้นำจะต้องเป็นผู้ที่สามารถมองเห็นปัญหาในภาพรวม ขณะเดียวกัน ก็ต้องสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและไอเดียต่างๆ (connecting dots) เพื่อนำมาต่อยอดความคิดสร้างสรรค์และ ตัดสินใจแก้ปัญหาโดยไม่จำกัดการแก้ปัญหาอยู่ในกรอบเดิม ๆ ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นสำคัญของการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส

     •     Change Management – บริหารจัดการความเปลี่ยนแปลง ผู้นำจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการ ความเปลี่ยนแปลง ทั้งการปรับปรุงโครงสร้างและกระบวนการทำงานให้มีความเหมาะสม เพื่อให้องค์กรสามารถ ทำงานได้อย่างยืดหยุ่น การนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงาน เพื่อให้องค์กรพร้อม ปรับตัวได้ทันทีเมื่อความเปลี่ยนแปลงมาถึง

วิทยากร
คุณสมบัติผู้เข้าฟัง/กลุ่มเป้าหมาย

     •     บุคลากรใหม่ของหน่วยงาน

     •     หัวหน้างาน

     •     ผู้บริหารที่ต้องติดต่อกับบุคคลจำนวนมาก

ภาษาในการบรรยาย
ไทย
ประกาศนียบัตร

สัมมนานี้ได้รับประกาศนียบัตร

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
อย่าลืมบอกผู้จัดงานว่าเห็นประกาศจากเวป "สัมมนาดีดี" นะคะ
ชื่อหน่วยงาน/บริษัท:SeminarDD
ชื่อผู้ประสานงาน:ผู้จัดงาน
เบอร์โทรศัพท์ :0974746644
สอนสดออนไลน์

หากท่านต้องการสมัคร เทคนิคการสื่อสารภายในองค์กร สำหรับยุค New Normal ให้ได้ทั้งใจและงาน
กรุณากดปุ่ม 'สมัครเข้าฟัง' ด้านล่างนี้


เข้าฟังสัมมนาผ่านแพลตฟอร์ม Zoom

ค่าฝึกอบรมสามารถหักค่าใช้จ่ายทางภาษีนิติบุคคลได้ 200%
ลงชื่อเพื่อจองสัมมนาในรอบถัดไป
(ถ้ามีจัด ท่านจะได้สิทธิ์ก่อน)
สามารถติดต่อได้ที่
โทร. 097-474-6644
อีเมล์ [email protected]
ไลน์ไอดี @seminardd

หลักสูตรนี้สามารถจัดแบบ In-House Training (สอนเฉพาะองค์กรของคุณ) ได้ทั้งแบบ Onsite และ Online ขอใบเสนอราคา In-house Training

คำค้นประกาศนี้ Tags: เทคนิคการสื่อสารภายในองค์กร, การพัฒนาทีมงานในยุค New Normal, สร้างทีมงานที่เข้าใจและร่วมมือในองค์กร, สื่อสารองค์กรยุค New Normal, พัฒนาทักษะการสื่อสาร, อบรม 2568

หลักสูตรฝึกอบรมอื่นๆที่น่าสนใจของผู้จัด

หลักสูตร เทคนิคการเช็คสต็อกอย่างมีประสิทธิภาพ (Efficient Stock & Inventory Cont...

การควบคุมสินค้าคงคลัง เป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญมาก โดยใช้สำหรับแสดงปริมาณและชนิดของสินค้าคงคลังว่ามีมากน้อยเพียงใดในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง และเพื่อสามารถติดตาม ควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยให้มีประมาณสินค้าคงคลังไม่มากจนกลายเป็นต้นทุนที่จมอยู่ในคลังสินค้าแล