หลักสูตรอบรม เทคนิคบริหารงาน ศิลปะการมอบหมายและติดตามงานยุคใหม่ (Smart Leading: Art of Delegation & Agile Tracking)
รหัสหลักสูตร: 69059
-
ยังไม่มีรอบจัดในขณะนี้
ท่านสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อรับการแจ้งเตือนเมื่อมีรอบใหม่
ในบริบทการทำงานยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (BANI World) และการทำงานในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น (Hybrid Work) ความท้าทายสำคัญขององค์กรไม่ได้อยู่แค่เพียงการวางกลยุทธ์ แต่ขึ้นอยู่กับ "ความสามารถในการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติให้สำเร็จผ่านทีมงาน" ซึ่งหัวหน้างานและผู้จัดการระดับกลาง (Middle Management) ถือเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายนี้
อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจและพบเจอในองค์กรส่วนใหญ่ มักพบปัญหาใน 3 มิติหลัก คือ
1. มิติด้านการมอบหมายงาน: หัวหน้างานจำนวนมากยังติดกับการ "สั่งงาน" มากกว่า "มอบหมายงาน" หรือประสบปัญหาไม่กล้ามอบหมายงานเพราะกลัวงานออกมาไม่มีคุณภาพ (Micromanagement) ส่งผลให้งานกระจุกตัวอยู่ที่หัวหน้า และลูกน้องไม่ได้รับการพัฒนาศักยภาพ
2. มิติด้านการควบคุมงาน: การควบคุมงานแบบเดิมที่เน้นการจ้องจับผิด สร้างความอึดอัดและทำลายบรรยากาศความปลอดภัยทางจิตวิทยา (Psychological Safety) ในทีม ทำให้ทีมงานขาดความคิดสร้างสรรค์และไม่กล้ารายงานปัญหาตามจริง
3. มิติด้านการติดตามงาน: การติดตามงานผ่านช่องทางแชตทั่วไป (เช่น LINE) มักเกิดการตกหล่น ไม่มีระบบการจัดลำดับความสำคัญ (Prioritization) และไม่เห็น "คอขวด" ของงานอย่างชัดเจน ส่งผลให้งานล่าช้ากว่ากำหนด
ดังนั้น หลักสูตร "เทคนิคการมอบหมายงาน การควบคุมงาน และการติดตามงาน อย่างมีประสิทธิภาพในยุคดิจิทัล" จึงถูกออกแบบขึ้นเพื่อปรับ Mindset ของหัวหน้างาน สร้างความเข้าใจในจิตวิทยาการบริหารคน พร้อมทั้งติดอาวุธด้วยกรอบแนวคิด (Framework) และเครื่องมือบริหารงานสมัยใหม่ (Modern Management Tools) ช่วยให้หัวหน้างานสามารถ "ได้ทั้งงานและได้ทั้งใจ" ส่งมอบผลงานที่มีคุณภาพตามเป้าหมายขององค์กรอย่างยั่งยืน
วัตถุประสงค์
1. เพื่อความเข้าใจในบทบาท หน้าที่ และเปลี่ยน Mindset ของหัวหน้างานจากผู้ปฏิบัติงาน (Doer) สู่การเป็นผู้บริหารและพัฒนาคน (Manager & Enabler)
2. เพื่อให้ผู้เข้าอบรมสามารถประเมินศักยภาพของลูกทีม และเลือกใช้วิธีการมอบหมายงานได้เหมาะสมกับบุคคล (Right Man on the Right Job) ผ่านเครื่องมือ Skill-Will Matrix
3. เพื่อให้ผู้เข้าอบรมสามารถกำหนดเป้าหมาย ผลลัพธ์ และเกณฑ์การควบคุมงาน (Clear Expectations) ที่ชัดเจน ลดความขัดแย้งและความผิดพลาดในการทำงาน
4. เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจการใช้ระบบ Visual Management (เช่น Kanban Board) และกระบวนการสื่อสารในทีม เพื่อติดตามงานได้อย่างเป็นระบบ โปร่งใส และลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน
5. เพื่อให้ผู้เข้าอบรมสามารถให้คำแนะนำและผลสะท้อนกลับ (Constructive Feedback) แก่ทีมงานได้อย่างสร้างสรรค์ เพื่อกระตุ้นแรงจูงใจและแก้ไขพฤติกรรมการทำงานอย่างได้ผล
1. การเปลี่ยนผ่านบทบาท (The Leadership Shift)
• จาก "ผู้ปฏิบัติ" สู่ "ผู้บริหาร": ความท้าทายของหัวหน้างานใหม่ที่ยังติดนิสัย "ทำเองเร็วกว่า" (The "Doer" Trap) จนลืมไปว่าหน้าที่หลักคือการพัฒนาทีม
• สถิติน่าคิด: เหตุผลที่แท้จริงที่หัวหน้าไม่ยอมมอบหมายงาน (กลัวงานพัง, กลัวลูกน้องเด่นกว่า, เสียเวลาสอน) และเหตุผลที่ลูกน้องไม่อยากรับงาน (รู้สึกเหมือนโดนโยนภาระ, ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร)
2.การประเมินความพร้อมด้วย Skill-Will Matrix
เครื่องมือแบ่งกลุ่มลูกน้องเพื่อเลือกวิธีบริหารจัดการให้เหมาะสม (Right Job, Right Match)
• High Skill / High Will (สตาร์ของทีม): เน้นการ "Empower" มอบเป้าหมายกว้างๆ ให้คิดและตัดสินใจเอง
• High Skill / Low Will (คนเก่งที่หมดไฟ): เน้นการ "Support & Motivate" ชวนคุย ค้นหาแรงจูงใจ และดึงเขากลับมาร่วมทีม
• Low Skill / High Will (น้องใหม่ไฟแรง): เน้นการ "Guide & Train" สอนงานแบบจับมือทำ ให้แนวทางที่ชัดเจน
• Low Skill / Low Will (กลุ่มที่ต้องดูแลใกล้ชิด): เน้นการ "Direct" สั่งการอย่างกระชับ ตรวจสอบบ่อย และประเมินผลอย่างใกล้ชิด
3.สูตรสำเร็จของการมอบหมายงาน: 5W 1H + 1C
ลดปัญหา "งานเสร็จแต่ไม่ตรงสเปก" ด้วยการบรีฟงานอย่างครอบคลุม
• Why: ทำไมงานนี้ถึงสำคัญ (สร้างแรงบันดาลใจและเห็นคุณค่าของงาน)
• What: ต้องการผลลัพธ์อะไร (ระบุปลายทางให้ชัด ไม่ใช่ระบุวิธีทำ)
• Who: ใครรับผิดชอบ และใครต้องมีส่วนร่วมบ้าง
• When: กำหนดส่งเมื่อไหร่ (Timeline / Milestone)
• Where/How: ช่องทางการส่งงานหรือเงื่อนไขสำคัญที่ต้องระวัง
• + 1C (Clear Expectations & Confirmation): การให้ลูกน้องสะท้อนความเข้าใจกลับมา (Double-check) เพื่อป้องกันการตีความผิดพลาด
Module 2 Work Driving & Empowering: ควบคุมทิศทางแบบไม่จุกจิก
"คุมที่ผลลัพธ์ ไม่ใช่คุมที่กระบวนการ เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ทีมได้เติบโต"
1.Micromanagement vs. Macro-management
• สัญญาณเตือนของหัวหน้าสายจิก (Micromanager): ตามงานทุกชั่วโมง, ต้อง CC เมลทุกฉบับ, ตรวจสอบทุกฝีก้าว ส่งผลให้ทีมขาดความมั่นใจและพึ่งพาตัวเองไม่ได้
• การบริหารภาพรวม (Macro-management): การปล่อยให้ทีมเลือก "วิธีทำ" ของตัวเอง ตราบใดที่ยังอยู่ภายใต้กรอบเวลาและงบประมาณที่กำหนด
2.การกำหนดเป้าหมายและข้อตกลงร่วมกัน (Alignment)
• การตั้งแนวทางการวัดผลแบบสั้น กระชับ ทันสมัย: เน้นย้ำเป้าหมายสำคัญ (Focus Area) สื่อสารให้ทุกคนเห็นว่าเป้าหมายของทีมเชื่อมโยงกับเป้าหมายองค์กรอย่างไร
• The Guardrails: การกำหนด "เส้นขอบทาง" หรือขอบเขตความเสี่ยงที่ลูกน้องสามารถตัดสินใจได้เองโดยไม่ต้องขออนุมัติ เพื่อความรวดเร็วในการทำงาน
3.Psychological Safety (ความปลอดภัยทางจิตวิทยาในทีม)
• การสร้างวัฒนธรรมที่ลูกน้องกล้า "ยกมือบอกเมื่อเจอปัญหา" ตั้งแต่เนิ่นๆ (Risk Flagging) แทนการปกปิดปัญหาจนบานปลาย
• การเปลี่ยนคำถามจาก "ทำไมถึงทำพัง?" เป็น "เกิดอะไรขึ้น และเราจะช่วยกันแก้ปัญหานี้อย่างไร?"
Module 3 Smart Tracking: ติดตามงานอย่างเป็นระบบ โปร่งใส ไม่มีตกหล่น
"หมดยุคตามงานใน LINE ที่สร้างความเครียด ย้ายมาระบบ Visual ที่ทุกคนเห็นภาพตรงกัน"
1.ระบบ Visual Management ด้วย Kanban Board
• แนวคิดการจัดการงานแบบ Agile เพื่อให้เห็นกระแสงาน (Workflow) และสถานะของโปรเจกต์แบบเรียลไทม์
• 3 ช่องพื้นฐานเปลี่ยนชีวิต: To Do (งานที่ต้องทำ), Doing (งานที่กำลังทำ), Done (งานที่เสร็จแล้ว)
• การมองหาคอขวด (Bottleneck): วิธีสังเกตว่างานไปกระจุกตัวอยู่ที่ใคร หรือขั้นตอนไหนนานเกินไป เพื่อให้หัวหน้าเข้าช่วยเหลือได้ทันเวลา ไม่ใช่รอให้เดดไลน์พัง
2.เทคนิคการตั้ง Communication Protocol (ข้อตกลงในการสื่อสาร)
• จัดระเบียบช่องทางการสื่อสารในยุคดิจิทัลเพื่อลดความล้า (Digital Fatigue):
o เรื่องด่วนมาก/คอขาดบาดตาย: โทรศัพท์ หรือเดินไปหา
o อัปเดตความคืบหน้าประจำวัน: บันทึกในระบบกลาง (เช่น Trello, Notion, MS Planner)
o พูดคุยทั่วไป/หารือย่อย: แชตกลุ่ม (กำหนดเวลาที่ไม่รบกวนเวลาส่วนตัว)
o เรื่องเป็นทางการ/เอกสารสัญญา: อีเมล
Module 4 Constructive Feedback: การติดตามและสะท้อนกลับเพื่อพัฒนาคน
"Feedback คืออาหารแชมเปียน การบอกข้อผิดพลาดอย่างสร้างสรรค์คือการช่วยให้เขาเก่งขึ้น"
1.เทคนิคการให้ Feedback แบบ AID Model
• A - Action (พฤติกรรมที่เกิดขึ้น): ระบุสิ่งที่เห็นตามข้อเท็จจริง โดยไม่ใส่ความรู้สึกหรืออคติ (เช่น "สัปดาห์นี้คุณส่งรายงานเลทไป 2 วัน")
• I - Impact (ผลกระทบ): อธิบายว่าพฤติกรรมนั้นส่งผลกระทบต่อทีมหรือลูกค้าอย่างไร (เช่น "ทำให้ทีมเคลียร์ข้อมูลช้า และลูกค้าต้องรอระบบอัปเดต")
• D - Do Next (แนวทางในอนาคต): ชวนคิดหรือเสนอแนะวิธีแก้ไขร่วมกัน (เช่น "ครั้งหน้าหากคิดว่าจะส่งไม่ทัน มีส่วนไหนที่ติดขัดให้แจ้งพี่ก่อนเดดไลน์ 24 ชั่วโมงนะ")
2.ศิลปะการรับมือกับสถานการณ์ยากๆ (Handling Difficult Situations)
• เมื่อลูกน้องต่อต้านหรือแก้ตัว: เทคนิคการฟังอย่างตั้งใจ (Active Listening) เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง (Root Cause) เช่น ปัญหาส่วนตัว, งานล้นมือ หรือระบบงานมีปัญหา
• การชมเชยเพื่อสร้างพลัง (Positive Reinforcement): ชมอย่างไรให้มีพลัง (ระบุพฤติกรรมที่ทำดีให้ชัดเจน เพื่อให้เขาทำสิ่งนั้นซ้ำอีก)
3.สรุปแผนปฏิบัติการส่วนบุคคล (Individual Action Plan)
• ผู้เข้าอบรมสรุปสิ่งที่ต้องปรับปรุงทันทีผ่านหลักการ Start & Stop:
o START (จะเริ่มทำ): พฤติกรรมใหม่ๆ ที่จะนำไปใช้ (เช่น เริ่มใช้ Kanban บอร์ดกับทีม, เริ่มใช้ AID Model)
o STOP (จะหยุดทำ): พฤติกรรมเดิมๆ ที่ต้องเลิก (เช่น หยุดตามงานใน LINE ตอนดึก, หยุดแย่งงานลูกน้องมาทำ)
• จำนวนผู้เข้าอบรมที่เหมาะสม: 20 - 30 คนต่อรุ่น (เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการทำกิจกรรมกลุ่มและการทำ Workshop เชิงลึก)
สัมมนานี้ได้รับประกาศนียบัตร
| ชื่อหน่วยงาน/บริษัท: | SeminarDD Academy |
| ชื่อผู้ประสานงาน: | ผู้จัดงาน |
| เบอร์โทรศัพท์ : | 097-474-6644 |
หากท่านต้องการสมัคร เทคนิคบริหารงาน ศิลปะการมอบหมายและติดตามงานยุคใหม่ (Smart Leading: Art of Delegation & Agile Tracking)
กรุณากดปุ่ม 'สมัครเข้าฟัง' ด้านล่างนี้
(ถ้ามีจัด ท่านจะได้สิทธิ์ก่อน)
หลักสูตรนี้สามารถจัดแบบ In-House Training (สอนเฉพาะองค์กรของคุณ) ได้ทั้งแบบ Onsite และ Online ขอใบเสนอราคา In-house Training

