หลักสูตรอบรม ! The Power of Motivation for Working (การสร้างแรงจูงใจในการทำงาน)

รหัสหลักสูตร: 69020

จำนวนคนดู 123 ครั้ง
The Power of Motivation for Working (การสร้างแรงจูงใจในการทำงาน)
รอบที่

-

ยังไม่มีรอบจัดในขณะนี้

ท่านสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อรับการแจ้งเตือนเมื่อมีรอบใหม่

หลักการและเหตุผล

     ในบริบทการทำงานยุคปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูงและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (Modern Workplace) องค์กรต่าง ๆ ต้องเผชิญกับความท้าทายด้านการบริหารคน ไม่ว่าจะเป็นภาวะพนักงานหมดไฟ (Burnout Syndrome) การทำงานไปวัน ๆ แบบไร้ใจ (Quiet Quitting) หรือความแตกต่างทางความคิดของพนักงานหลากเจเนอเรชัน ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity) และอัตราการลาออกของพนักงาน

     การสร้าง "แรงจูงใจในการทำงาน" จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการให้รางวัลหรือความกดดันแบบเดิม ๆ แต่เป็นเรื่องของการทำความเข้าใจจิตวิทยามนุษย์อย่างลึกซึ้ง หัวหน้างานและพนักงานจำเป็นต้องเข้าใจรากเหง้าของแรงขับเคลื่อนพฤติกรรม ผ่านทฤษฎีการจูงใจที่เป็นสากล เช่น ทฤษฎีของ Maslow, Herzberg และ McGregor พร้อมทั้งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ผ่านเครื่องมือที่จับต้องได้อย่างโมเดล D-R-I-V-E เพื่อเติมไฟให้ตนเองและขับเคลื่อนทีมงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วัตถุประสงค์

     1.      เพื่อให้ผู้เข้าอบรมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับจิตวิทยาและทฤษฎีการจูงใจ (Maslow, Herzberg, McGregor) และสามารถนำไปวิเคราะห์ความต้องการของพนักงานรายบุคคลได้

     2.      เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเรียนรู้เทคนิคการสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง (Self-Motivation) สามารถจัดการพลังงานและฟื้นตัวจากภาวะหมดไฟได้

     3.      เพื่อให้ผู้เข้าอบรมสามารถประยุกต์ใช้โมเดล D-R-I-V-E ในการสื่อสาร ชื่นชม มอบหมายงาน และสร้างบรรยากาศการทำงานที่กระตุ้นแรงจูงใจให้แก่ทีมงานได้สื่อสารเหตุผลการตัดสินใจ: สามารถอธิบายที่มาที่ไปของการเลือกทางออกนั้นๆ ต่อทีมงานหรือผู้บริหารได้อย่างเป็นมืออาชีพ

หัวข้ออบรมสัมมนา
Module 1: ถอดรหัสจิตวิทยามนุษย์กับการทำงานยุคใหม่ (Re-framing Motivation Theories)

Goal: เข้าใจรากเหง้าความต้องการของมนุษย์ และรู้วิธี "ปรับใช้" ทฤษฎีคลาสสิกให้เข้ากับแรงแรงจูงใจของคนหลากเจเนอเรชัน (Multi-generations) ในปัจจุบัน

1.      Maslow’s Hierarchy in Digital Age (เมื่อความต้องการขั้นพื้นฐานเปลี่ยนไป):

     •      Physiological & Safety: ไม่ใช่แค่เงินเดือน แต่คือ Flexible Benefits และ Hybrid Working (ความมั่นคงทางเวลาและชีวิต)

     •      Belonging & Esteem: การสร้าง Inclusion ในทีมที่ทำงานทางไกล และการยอมรับในฐานะ "ปัจเจกบุคคล"

     •      Self-Actualization: การเปิดโอกาสให้พนักงานได้ทำ Side Projects หรือ Skill Upskilling ที่เขาเลือกเอง

2.      Herzberg’s Two-Factor ในยุค Quiet Quitting:

     •      ทำไมการ "ขึ้นเงินเดือน" หรือ "มีขนมกินฟรี" (Hygiene Factors) ถึงไม่ช่วยให้คนหยุดลาออก?

     •      เจาะลึก Motivator Factors ยุคใหม่: Autonomy (อิสระในการทำงาน), Growth (การเติบโตที่จับต้องได้), และ Impact (งานที่ทำส่งผลกระทบเชิงบวกอย่างไร)

3.      McGregor’s Theory X & Y กับการบริหารงานทางไกล (Remote Leadership):

     •      Theory X ในคราบเทคโนโลยี: การจับผิดผ่านระบบออนไลน์ (Micro-management) ที่ทำลายแรงจูงใจ

     •      Theory Y ยุคใหม่: การบริหารด้วย Trust & Outcome-based (เน้นผลลัพธ์ ไม่เน้นจับผิดเวลา)

Workshop 1: "The Motivation Matrix" ให้ผู้เข้าอบรมจับคู่ Case Study ของพนักงานที่มีปัญหา (เช่น พนักงาน Gen Z ที่เก่งแต่พร้อมลาออก, พนักงานอาวุโสที่หมดไฟ) ว่าต้องใช้ทฤษฎีไหนไปแก้ปม

Module 2: รีชาร์จพลังขับเคลื่อนจากภายใน (Self-Motivation & Resilience)

Goal: เครื่องมือสำหรับผู้เข้าอบรมในการ "เติมไฟให้ตัวเอง" หลีกเลี่ยงภาวะ Burnout และสร้างแรงขับเคลื่อนภายใน (Intrinsic Motivation) ที่ยั่งยืน

1.      ค้นหา "Why" ในการทำงาน (Ikigai & Job Crafting):

     •      เทคนิคการปรับกรอบความคิดต่อเนื้องาน (Task/Relational/Cognitive Crafting) เปลี่ยนจาก "ต้องทำ" เป็น "อยากทำ"

2.      การสร้าง Micro-Victories (ชัยชนะรายวัน):

     •      ใช้หลักการ Progress Principle ของ Amabile: การฉลองความสำเร็จเล็กๆ ในแต่ละวันเพื่อกระตุ้นสารโดปามีน (Dopamine) ในสมอง

3.      Emotional Regulation & Resilience:

     •      เทคนิคการจัดการกับ Feedback เชิงลบ และการฟื้นตัวจากความล้มเหลวในการทำงานอย่างรวดเร็ว

Workshop 2: "My Job Crafting Canvas" ใบงานออกแบบงานปัจจุบันของตนเองใหม่ เพื่อดึงจุดแข็งและความชอบส่วนตัวมาใช้เพิ่มขึ้น 20%

Module 3: ขับเคลื่อนทีมด้วยโมเดล D-R-I-V-E (The Modern Leader's Toolkit)

Goal: เจาะลึกเครื่องมือการนำทีมที่ปรับให้กระชับและเหมาะกับบริบทการทำงานที่รวดเร็วในปัจจุบัน

1.      1D - Direction & Shared Purpose (ทิศทางและการสร้างความหมาย): Purpose-Driven

     •      เปลี่ยนจากการสั่งงานแบบ KPI ทื่อๆ เป็นการสื่อสารแบบ Storytelling เชื่อมโยงงานของพนักงานเข้ากับเป้าหมายใหญ่ขององค์กร

     •      ใช้การตั้งเป้าหมายร่วมกันแบบ OKRs เพื่อให้เห็นความท้าทายที่น่าตื่นเต้น

2.      2R - Recognition & Reward (การชื่นชมที่ถูกจุดและทันท่วงที):Continuous Feedback

     •      หมดยุคชมเชยปีละครั้งตอนประเมินผล! เรียนรู้เทคนิค Micro-Recognition และการชมแบบเจาะจงพฤติกรรม (Behavior-based Praise)

     •      การสร้างระบบ Peer-to-Peer Recognition (เพื่อนร่วมงานชมกันเอง) เพื่อสร้างวัฒนธรรมขอบคุณ

3.      3I - Individualization & Empathy (การจูงใจแบบเฉพาะบุคคล):Empathy-Led

     •      เรียนรู้การทำ Motivation Mapping รายบุคคล เพราะสิ่งที่จูงใจคนหนึ่ง อาจจะสร้างความอึดอัดให้อีกคน

     •      ทักษะ Deep Listening เพื่อฟัง "สิ่งที่ลูกน้องไม่ได้พูด" (ความกังวล, ความคาดหวังแฝง)

4.      4V - Versatility & Autonomy (ความยืดหยุ่นและการมอบอำนาจ):Autonomy Support

     •      การสร้าง Psychological Safety (พื้นที่ปลอดภัย) ให้กล้าคิด กล้าทดลองสิ่งใหม่ และกล้าผิดพลาด

     •      การเปลี่ยนบทบาทหัวหน้าจาก "ผู้ควบคุม (Boss)" เป็น "โค้ช (Coach)" ด้วยการใช้คำถามปลายเปิดแทนการออกคำสั่ง

5.      5E - Environment & Psychological Well-being (บรรยากาศที่เกื้อหนุน):Psychological Health

     •      การบริหารพลังงานในทีม (Energy Management) ไม่ใช่แค่บริหารเวลา (Time Management)

     •      การสร้างข้อตกลงร่วมกันในทีม (Team Agreement) เพื่อลดความขัดแย้ง และสร้าง Toxic-free Environment

Workshop 3: "DRIVE Assessment" ให้ผู้เข้าอบรมประเมินทีมตัวเองว่า ปัจจุบันขาดตัวอักษรไหนมากที่สุด และร่วมกันแชร์ไอเดียอุดรอยรั่วนั้น

Module 4: การนำไปใช้และสร้างการเปลี่ยนแปลงจริง (Action Plan & Simulation)

Goal: เปลี่ยนความรู้ในห้องเรียนให้กลายเป็นพฤติกรรมจริงที่จะเกิดขึ้นในวันรุ่งขึ้น

1.      Simulation Scenario (สถานการณ์จำลองหน้างานจริง):

     •      Case A: พนักงานระดับ Top Performance ที่ช่วงหลังเริ่มเงียบเฉย (Quiet Quitting) และส่งงานเลท

     •      Case B: พนักงานใหม่ที่กระตือรือร้น แต่รู้สึกเคว้งคว้างเพราะทีมทำงานแบบ Work from Home ไม่ค่อยคุยกัน

2.      ลับคมทักษะด้วย "The Motivation Conversation":

     •      ฝึกซ้อมบทสนทนาแบบ 1-on-1 สำหรับหัวหน้างาน โดยใช้เครื่องมือ DRIVE เข้าไปแก้ปัญหาใน Case Study ข้างต้น

3.      Commitment & 30-Day Action Plan:

     •      สรุปสิ่งที่เรียนรู้ และเขียน "One Thing to Change" (สิ่งหนึ่งสิ่งที่จะทำทันทีในวันพรุ่งนี้เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทีม)

วิทยากร
คุณสมบัติผู้เข้าฟัง/กลุ่มเป้าหมาย
รูปแบบที่ 1: แบ่งตามบทบาทหน้าที่และการนำไปใช้งาน (เน้นกลุ่มผู้นำและผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง)

     หลักสูตรนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อผู้ที่มีหน้าที่บริหารจัดการ "คน" และ "บรรยากาศในการทำงาน" โดยตรง จำนวนผู้เข้าอบรมที่เหมาะสมที่สุดคือ 35 - 50 คนต่อรุ่น เพื่อประสิทธิภาพในการทำ Workshop

1.      กลุ่มหัวหน้างานระดับต้นถึงระดับกลาง (First-line & Middle Managers / Team Leaders):

     •      เหตุผล: เป็นกลุ่มที่เป็น "สะพานเชื่อม" ระหว่างนโยบายบริษัทกับพนักงานหน้างาน เป็นผู้ที่ต้องใช้โมเดล D-R-I-V-E และทฤษฎีการจูงใจไปขับเคลื่อนลูกทีมโดยตรงในทุกๆ วัน

2.      ฝ่ายทรัพยากรบุคคลและพัฒนาองค์กร (HR / HRBP / OD):

     •      เหตุผล: เพื่อให้เข้าใจเครื่องมือเชิงจิตวิทยา และนำไปต่อยอดในการออกแบบสวัสดิการ นโยบายความยืดหยุ่น (Hybrid Work) หรือวัฒนธรรมองค์กรที่ตอบโจทย์แรงจูงใจยุคใหม่

3.      กลุ่มพนักงานดาวรุ่งที่มีศักยภาพสูง (High Potentials / Talent Workers):

     •      เหตุผล: พนักงานกลุ่มนี้ต้องการความท้าทายและการเติบโต (ตามหลัก Maslow ขั้นสูงสุด) การให้เข้าอบรมจะช่วยให้พวกเขาเรียนรู้เทคนิคการเติมไฟให้ตัวเอง (Self-Motivation) และเตรียมความพร้อมขึ้นเป็นผู้นำในอนาคต

รูปแบบที่ 2: แบ่งตามสัญญาณพฤติกรรม (Targeting by Behavioral Signals)

     หากองค์กรต้องการจัดอบรมแบบ "Targeted Intervention" เพื่อแก้ปัญหาเรื่อง Retention (การรักษาพนักงาน) หรือ Productivity ที่ลดลง สามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายที่กำลังส่งสัญญาณเหล่านี้เข้าร่วมโครงการ:

     •      กลุ่ม "The Burnout & Boreout Risk" (กลุ่มเสี่ยงหมดไฟหรือเบื่อหน่ายงาน): พนักงานที่เริ่มส่งสัญญาณเหนื่อยล้า ผลงานดิ่งลง หรือเริ่มแยกตัวออกจากทีม เพื่อใช้ Module 2 (Self-Motivation & Job Crafting) ในการรีชาร์จพลัง

     •      กลุ่ม "The New Leaders" (หัวหน้างานมือใหม่): ขยับตำแหน่งจากคนทำงานเก่ง (Individual Contributor) มาเป็นผู้บริหารคน แต่ยังติดสไตล์การทำงานแบบทฤษฎี X (ควบคุม/ลงมือทำเอง) ให้มาปรับ Mindset เป็นทฤษฎี Y และเป็น Leader as Coach

     •      กลุ่ม "Cross-Functional / Multi-Gen Teams" (ทีมที่ทำงานข้ามสายงานหรือหลากเจเนอเรชัน): ทีมที่มีปัญหาความขัดแย้งด้านการสื่อสาร ไม่เข้าใจความต้องการที่แตกต่างกันระหว่างพนักงานต่างวัย เพื่อมาใช้เครื่องมือ Individualization ในการทลายกำแพง

ภาษาในการบรรยาย
ไทย
ประกาศนียบัตร

สัมมนานี้ได้รับประกาศนียบัตร

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
อย่าลืมบอกผู้จัดงานว่าเห็นประกาศจากเวป "สัมมนาดีดี" นะคะ
ชื่อหน่วยงาน/บริษัท:SeminarDD Academy
ชื่อผู้ประสานงาน:ผู้จัดงาน
เบอร์โทรศัพท์ :097-474-6644

หากท่านต้องการสมัคร The Power of Motivation for Working (การสร้างแรงจูงใจในการทำงาน)
กรุณากดปุ่ม 'สมัครเข้าฟัง' ด้านล่างนี้


ค่าฝึกอบรมสามารถหักค่าใช้จ่ายทางภาษีนิติบุคคลได้ 200%
ลงชื่อเพื่อจองสัมมนาในรอบถัดไป
(ถ้ามีจัด ท่านจะได้สิทธิ์ก่อน)
สามารถติดต่อได้ที่
โทร. 097-474-6644
อีเมล์ [email protected]
ไลน์ไอดี @seminardd

หลักสูตรนี้สามารถจัดแบบ In-House Training (สอนเฉพาะองค์กรของคุณ) ได้ทั้งแบบ Onsite และ Online ขอใบเสนอราคา In-house Training

คำค้นประกาศนี้ Tags: The Power of Motivation, Motivation for Working, Motivation, การสร้างแรงจูงใจ, แรงจูงใจในการทำงาน, แรงจูงใจ

หลักสูตรฝึกอบรมอื่นๆที่น่าสนใจของผู้จัด

หลักสูตร การวางแผนและควบคุมการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ (Production Planning and Co...

เพื่อสามารถจัดระเบียบการไหลของงานในระบบผลิต และติดตามการทำงานนั้นว่าเป็นไปตามแผนที่ได้วางไว้หรือไม่ เพื่อที่จะได้สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ทันเวลา หรือเป็นการเตรียมและจัดการทรัพยากรและความต้องการตลอดจนทางเลือกต่างๆให้เกิดความพร้อมสำหรับการผลิต

หลักสูตรอบรม ! การตรวจประเมินผู้ขายอย่างมืออาชีพ (Supplier Audit as Professional...

การตรวจประเมินผู้ขายนั้น เป็นหน้าที่หนึ่งของหน่วยงานจัดซื้อ/จัดหา ที่สำคัญมากๆ และ การตรวจประเมินผู้ขาย อยู่ภายใต้กระบวนการคัดเลือกผู้ขาย ซึ่งจะได้เรียนรู้ คุณสมบัตการแต่งตั้งทีมในการคัดเลือกผู้ขาย, กระบวนการตรวจประเมิน, เทคนิคในการเป็นผู้ตรวจประเมิน