หลักสูตร Ownership & Urgency Development Program: โปรแกรมพัฒนาความรับผิดชอบเชิงรุกและการขับเคลื่อนงานสู่ผลลัพธ์ หลักสูตร 3 วัน

รหัสหลักสูตร: 69069

จำนวนคนดู 5 ครั้ง
Ownership & Urgency Development Program: โปรแกรมพัฒนาความรับผิดชอบเชิงรุกและการขับเคลื่อนงานสู่ผลลัพธ์
รอบที่

-

ยังไม่มีรอบจัดในขณะนี้

ท่านสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อรับการแจ้งเตือนเมื่อมีรอบใหม่

หลักการและเหตุผล

     ในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูงและต้องอาศัยความรวดเร็วในการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า องค์กรจำเป็นต้องมีบุคลากรที่ไม่เพียงแต่ปฏิบัติงานตามหน้าที่ แต่ต้องมี “ความเป็นเจ้าของงาน” (Ownership) และ “ความเร่งด่วนในการดำเนินงาน” (Urgency) เพื่อขับเคลื่อนผลลัพธ์ให้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ

     อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบในหลายองค์กรคือ การรอคำสั่ง การขาดการติดตามงานเชิงรุก การผลัดวันประกันพรุ่ง และการประสานงานที่ไม่ต่อเนื่อง ซึ่งล้วนส่งผลให้เกิดความล่าช้า งานตกค้าง และกระทบต่อคุณภาพการให้บริการ รวมถึงประสิทธิภาพโดยรวมขององค์กร

     หลักสูตรนี้จึงถูกออกแบบในรูปแบบ Development Program ระยะเวลา 3 เดือน เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ (Action Learning) ที่เชื่อมโยงระหว่างการอบรม การลงมือทำจริง และการสะท้อนผลลัพธ์ โดยเริ่มจากการสร้างกรอบความคิดแบบเจ้าของงาน (Owner Mindset) พัฒนาทักษะการจัดลำดับความสำคัญและการบริหารเวลา (Execution & Time Management) ไปจนถึงการต่อยอดสู่การเป็นผู้นำที่สามารถผลักดันทีมและสร้างวัฒนธรรมการทำงานเชิงรุกได้อย่างยั่งยืน

     หลักสูตรนี้จะช่วยให้องค์กรสามารถลดความล่าช้า เพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน และเสริมสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ (Result-Oriented Culture) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนขององค์กร

วัตถุประสงค์

     1.      เพื่อเสริมสร้างกรอบความคิดแบบ Ownership ให้ผู้เข้าอบรมตระหนักถึงบทบาทและความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของงาน

     2.      เพื่อพัฒนาทักษะการทำงานเชิงรุก การจัดลำดับความสำคัญ และการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ

     3.      เพื่อเสริมสร้าง Sense of Urgency ในการทำงาน ลดพฤติกรรมการผลัดวันประกันพรุ่ง และเพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินงาน

     4.      เพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสาร การติดตามงาน และการประสานงานระหว่างทีมอย่างมีประสิทธิผล

     5.      เพื่อยกระดับศักยภาพของหัวหน้างานและผู้จัดการในการมอบหมายงาน ติดตามผล และสร้างแรงจูงใจให้ทีมทำงานเชิงรุก

     6.      เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นความรับผิดชอบ ความรวดเร็ว และการทำงานร่วมกันเพื่อผลลัพธ์ร่วมกัน

จุดเด่นของโปรแกรมนี้ที่ตอบโจทย์

     1.      เนื้อหาตรงกับบริบทธุรกิจ: มีการยกตัวอย่างที่เชื่อมโยงกับธุรกิจนำเข้า ส่งออก และขายส่งเครื่องจักร/อะไหล่ ทำให้ผู้เรียนเห็นภาพชัดเจน

     2.      ร้อยเรียงเป็นเรื่องเดียว: เริ่มจาก "ใจ" (Ownership) ➡️ ไปสู่ "วิธีการจัดการ" (Urgency) ➡️ จบที่ "การส่งต่อและบริหารทีม" (Super Manager)

     3.      หวังผลลัพธ์ได้จริง: เพราะการบ้านบังคับให้ลงมือทำในหน้างานจริงตลอด 3 เดือน และมีการสะท้อนผล (Reflection) ทุกต้นเดือนถัดไป ช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมแบบยั่งยืน

     การวัดผล (Evaluation & Measurement) สำหรับโปรแกรมระยะยาว 3 เดือนที่มีทั้งการปรับ Mindset และ Skillset ควรใช้แนวคิด Kirkpatrick’s Four-Level Training Evaluation Model เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ทั้งในเชิงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป และผลลัพธ์เชิงธุรกิจ (Business Impact) ที่สะท้อนมายังธุรกิจนำเข้า-ส่งออกเครื่องจักรและอะไหล่

โดยสามารถแบ่งการวัดผลออกเป็น 4 ระดับ ดำเนินการควบคู่ไปตลอดโปรแกรม ดังนี้

โครงสร้างการวัดผลโปรแกรม (Evaluation Framework)

ระดับที่ 1: ความพึงพอใจและการมีส่วนร่วม (Reaction & Engagement)

วัดผลทันทีหลังจบการอบรมแต่ละครั้ง

     •      เครื่องมือ: แบบประเมินออนไลน์ (QR Code) หลังจบ Class

     •      ตัวชี้วัด (KPIs):

          o      คะแนนความพึงพอใจต่อเนื้อหา วิทยากร และการนำไปประยุกต์ใช้ (เป้าหมาย 85%)

          o      อัตราการส่งการบ้าน (Assignment Submission Rate) ในแต่ละเดือน (เป้าหมาย 90%)

ระดับที่ 2: ความรู้ความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น (Learning)

วัดความเข้าใจในเครื่องมือและแนวคิดก่อน-หลังเรียน

     •      เครื่องมือ: แบบทดสอบ Pre-Test / Post-Test หรือการประเมินตนเอง (Self-Assessment Competency)

     •      ตัวชี้วัด (KPIs):

          o      คะแนนความเข้าใจในเรื่อง Eisenhower Matrix, Proactive Mindset และเทคนิคการติดตามงาน เพิ่มขึ้นเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 25-30%

ระดับที่ 3: พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปในการทำงานจริง (Behavior)

วัดผลระหว่างเดือน (ผ่านการบ้าน) และหลังจบโปรแกรม 1-2 เดือน โดยให้หัวหน้างาน/ผู้จัดการช่วยประเมิน

     •      เครื่องมือ: แบบประเมินพฤติกรรมแบบ 180 องศา (ตนเอง และ หัวหน้างาน)

     •      พฤติกรรมเป้าหมายที่ต้องเห็นสะท้อนชัดเจน:

          o      ด้าน Ownership: พนักงานกล้าตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากขึ้น, ไม่ปล่อยให้งานค้างเพื่อรอให้หัวหน้ามาตาม, มีการรายงานความคืบหน้าเชิงรุก (Proactive Update)

          o      ด้าน Urgency: ส่งมอบงาน/เอกสารตรงเวลามากขึ้น, มีการเขียน To-do list และจัดลำดับความสำคัญในแต่ละวัน, ลดเวลาการประชุมหรือกระบวนการที่ซ้ำซ้อนลง

          o      ด้าน Super Manager: หัวหน้างานสามารถมอบหมายงานได้ชัดเจน มีกำหนดเวลา (Deadline) ที่แน่นอน และมีระบบติดตามงานที่ไม่ทำให้ลูกน้องอึดอัด

ระดับที่ 4: ผลลัพธ์เชิงธุรกิจ (Business Results)

วัดผลลัพธ์ในภาพรวมขององค์กรหลังจบโปรแกรม 3 เดือน (เชื่อมโยงกับธุรกิจนำเข้า-ส่งออกและอะไหล่เครื่องจักร)

     •      ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ (Hard KPIs) ที่แนะนำให้ติดตาม:

          o      Lead Time Reduction: ระยะเวลาเฉลี่ยในการดำเนินงานลดลง (เช่น เวลาในการประสานงานนำเข้า-ส่งออก, เวลาในการออกใบเสนอราคาอะไหล่, หรือเวลาในการส่งมอบเครื่องจักรให้ลูกค้า)

          o      Pending Tasks / Backlog: จำนวนงานค้างสะสมในระบบ หรือเอกสารที่ค้างอนุมัติลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

          o      Customer Complaint Rate: อัตราการร้องเรียนจากลูกค้าเรื่อง "ความล่าช้า" หรือ "การไม่ติดตามงาน" ลดลง

          o      Error Rate from Delay: มูลค่าความสูญเสียหรือค่าปรับที่เกิดจากการส่งมอบล่าช้า/เอกสารผิดพลาดลดลง

การร้อยเรียงให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ขั้นที่ 1: ปลุก "ใจ" ให้พร้อม (Sense of Ownership) – ฐานรากสำคัญ

     •      ทำไมต้องเริ่มตรงนี้: หากพนักงานไม่มี Mindset ของความเป็นเจ้าของงาน ต่อให้เราสอนเทคนิคการบริหารเวลาหรือการทำงานเร็ว (Urgency) ในเดือนถัดไป พวกเขาจะมองว่าเป็น "การเพิ่มภาระ" หรือ "การถูกเร่งรัด"

     •      สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับองค์กร: พนักงานเปลี่ยนมุมมองจากการเป็นแค่ "ผู้รับจ้าง/ผู้รับคำสั่ง" มาเป็น "หุ้นส่วน (Partner)" ที่แคร์ผลลัพธ์ขององค์กร ลดทัศนคติแบบ “ไม่ใช่หน้าที่ของฉัน” หรือ “โยนความผิดให้แผนกอื่น”

     •      ประโยชน์สู่อค์กร: เกิดความรับผิดชอบเชิงรุก (Proactive Responsibility) ปัญหาหน้างานในธุรกิจนำเข้า-ส่งออกจะถูกจัดการทันทีโดยไม่ต้องรอให้หัวหน้าสั่ง

ขั้นที่ 2: ขับเคลื่อนด้วย "ความเร็วและทิศทาง" (Sense of Urgency) – ติดเครื่องยนต์

     •      ร้อยเรียงต่อเนื่องอย่างไร: เมื่อพนักงานมี "ใจ" ที่อยากรับผิดชอบแล้ว (จากเดือนที่ 1) เดือนนี้คือการติดอาวุธด้วย "ทักษะและเครื่องมือ" เพื่อให้พวกเขารู้วิธีการจัดลำดับความสำคัญและการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ

     •      สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับองค์กร: พนักงานสามารถแยกแยะงานสำคัญกับงานเร่งด่วนออกจากกันได้ ทำงานเชิงรุก ไม่ปล่อยให้งานตกค้างจนกลายเป็นดินพอกหางหมู

     •      ประโยชน์สู่องค์กร: Lead Time ในการทำงานลดลงอย่างเห็นได้ชัด เช่น การออกใบเสนอราคาอะไหล่เร็วขึ้น การเคลียร์เอกสารนำเข้า-ส่งออกทำได้ไวขึ้น ความสูญเสียจากความล่าช้า (Cost of Delay) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ขั้นที่ 3: ขยายผลสู่ "ความยั่งยืน" (The Super Manager) – สร้างระบบและวัฒนธรรม

     •      ร้อยเรียงต่อเนื่องอย่างไร: สองเดือนแรกเป็นการพัฒนาที่ตัวบุคคล (Individual) ส่วนเดือนสุดท้ายนี้คือการยกระดับสู่การบริหารจัดการ (Management) โดยเฉพาะกลุ่มหัวหน้างานที่จะต้องเป็นผู้รักษา (Sustain) พฤติกรรม Ownership และ Urgency ของทีมไว้หลังจากจบโครงการ

     •      สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับองค์กร: หัวหน้างานและผู้จัดการรู้วิธีการมอบหมายงาน ติดตามงานอย่างเป็นระบบ และสามารถสร้างแรงจูงใจให้ลูกน้องทำงานเชิงรุกได้ เกิดการทลายกำแพงระหว่างแผนก (Silo)

     •      ประโยชน์สู่องค์กร: เกิดการทำงานร่วมกันอย่างมีพลัง (Synergy) มีมาตรฐานความเร็วในการทำงานร่วมกัน (เช่น Service Level Agreement - SLA ระหว่างแผนก) ทำให้องค์กรขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในระยะยาว

3 กุญแจสำคัญที่จะทำให้โปรแกรมนี้ "ได้ผลดีที่สุด"

     1.      เชื่อมโยงด้วย "การบ้านคานดีด" (Action Learning Project): การอบรมจะไม่สูญเปล่าเพราะมี "การบ้าน" เป็นตัวเชื่อม โดยนำปัญหาจริงในหน้างานของธุรกิจเครื่องจักรและอะไหล่ (เช่น ปัญหาส่งมอบช้า, ปัญหาประสานงานชิปปิ้ง) มาเป็นโจทย์ในการฝึกคิดแบบ Owner ในเดือนที่ 1 และนำมาฝึกวางแผนบริหารเวลาในเดือนที่ 2

     2.      เวทีแชร์ความสำเร็จ (Reflection & Recognition): ทุกการเริ่มต้นของเดือนถัดไป จะต้องมีช่วงเวลาให้ผู้เรียนได้มา "อวด" ผลลัพธ์จากการนำไปใช้จริง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน (Peer Learning) และสร้างบรรยากาศการแข่งขันเชิงบวก

     3.      การมีส่วนร่วมของหัวหน้างาน (Manager as a Coach): เนื่องจากกลุ่มผู้เรียนมีทั้งพนักงานและหัวหน้างาน การให้หัวหน้างานทำหน้าที่เป็น "โค้ช" ช่วยตรวจการบ้านและให้คำแนะนำลูกน้องระหว่างเดือน จะเป็นการฝึกทักษะการเป็น Super Manager ไปในตัวตั้งแต่เดือนแรก

หัวข้ออบรมสัมมนา
ภาพรวมโปรแกรม (Program Roadmap)

     •      รูปแบบ: อบรมเดือนละ 1 ครั้ง (ครั้งละ 1 วัน) รวม 3 เดือน

     •      กลยุทธ์การเรียนรู้: เรียนรู้เครื่องมือ ➡️ นำไปทำหน้างานจริง (การบ้าน) ➡️ นำผลลัพธ์กลับมาแชร์และต่อยอดในครั้งถัดไป

ครั้งที่ 1: Sense of Ownership (ปลุกจิตสำนึกความเป็นเจ้าของงาน)

   เน้นการปรับ Mindset (Inner Drive): จากผู้รับคำสั่ง สู่ผู้ขับเคลื่อนงาน

1.    เนื้อหาการอบรม

     •      Module 1: Shift to Proactive Mindset

          o      ค้นหาความหมายของการทำงาน: เราทำงานเพื่ออะไร? (Job vs. Career vs. Calling)

          o      จาก "Victim Mindset" (โทษสิ่งแวดล้อม/รอคำสั่ง) สู่ "Owner Mindset" (รับผิดชอบ 100% ต่อผลลัพธ์)

          o      ความแตกต่างระหว่าง Responsibility (หน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย) กับ Accountability (ความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์สุดท้าย)

     •      Module 2: Circle of Influence & Control ในธุรกิจนำเข้า-ส่งออกเครื่องจักร

          o      วิเคราะห์ปัญหาหน้างาน (เช่น ลูกค้าตามงาน, เอกสารล่าช้า, ปัญหาชิ้นส่วนอะไหล่) อะไรควบคุมได้ อะไรควบคุมไม่ได

          o      การขยายขอบเขตความสามารถในการจัดการ (Circle of Influence) เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงรุก

     •      Module 3: Proactive Communication for Ownership

          o      ทักษะการสื่อสารและประสานงานเมื่อเจออุปสรรค โดยไม่ปล่อยให้งานสะดุด

          o      การรายงานความคืบหน้า (Progress Update) แบบมืออาชีพโดยไม่ต้องให้หัวหน้าตาม

2.    การบ้านประจำเดือนที่ 1 (Assignment)

"My Ownership Canvas & First-Mile Action"

     ให้ผู้เข้าอบรมเลือก 1 ปัญหาหรือ 1 โปรเจกต์ในหน้าที่ตนเองที่เคย "ติดขัด" หรือ "ต้องรอคนอื่น" แล้วเขียนแผนเชิงรุกว่า หากเราเป็นเจ้าของบริษัทนี้ เราจะเข้าไปจัดการหรือประสานงานเพื่อปลดล็อกปัญหานี้อย่างไร? และนำไปปฏิบัติจริงในเดือนนั้น พร้อมบันทึกผลลัพธ์และอุปสรรค

ครั้งที่ 2: Sense of Urgency & Task Management (เข็มทิศบริหารเวลาและการขับเคลื่อนเชิงรุก)

   เน้นการจัดการ (Execution): จัดลำดับความสำคัญ เร่งความเร็ว ลดงานค้าง

1.    กิจกรรมเปิดห้องเรียน (ต่อยอดจากการบ้านครั้งที่ 1)

     •      Reflection Session (30-45 นาที): ให้ผู้เข้าอบรมจับกลุ่มแลกเปลี่ยนผลลัพธ์จากการบ้านครั้งที่ 1 (อุปสรรคคืออะไร, ปลดล็อกอย่างไร) เพื่อชื่นชมพฤติกรรม Ownership ที่เกิดขึ้นจริง

2.    เนื้อหาการอบรม (Course Outline)

     •      Module 1: The Cost of Delay (ต้นทุนความล่าช้า)

          o      ถอดรหัสธุรกิจขายส่งเครื่องจักรอุตสาหกรรม: ความล่าช้า 1 วัน ส่งผลต่อต้นทุนลูกค้า ความเชื่อมั่น และยอดขายของบริษัทอย่างไร

          o      ความแตกต่างระหว่าง "งานยุ่ง (Busy)" กับ "งานมีประสิทธิภาพ (Productive)"

     •      Module 2: Eisenhower Matrix & Time Management For Import-Export Business

          o      เครื่องมือแยกแยะงาน: สำคัญ vs เร่งด่วน (สำหรับงานขาย, งานคลังสินค้า, งานจัดซื้อ, งานบริการหลังการขาย)

          o      เทคนิคการกำจัด "หลุมพรางงานไม่สำคัญแต่เร่งด่วน" และการเพิ่มเวลากับ "งานสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน" (การป้องกันปัญหาล่วงหน้า)

     •      Module 3: Anti-Procrastination & Speed to Market

          o      จิตวิทยาและเทคนิคการทำลายพฤติกรรม "ผลัดวันประกันพรุ่ง" (เช่น 2-Minute Rule, Time Blocking)

          o      การตั้งเป้าหมายระยะสั้น (Micro-Deadlines) เพื่อเร่งสปีดการทำงานของตัวเอง

3.    การบ้านประจำเดือนที่ 2 (Assignment)

"The 4-Quadrant Log & Delay Eliminator"

     ให้ผู้เข้าอบรมจดบันทึกการทำงานของตนเอง 1 สัปดาห์ และจำแนกลงในตาราง 4 ช่อง (Eisenhower Matrix) จากนั้นให้เลือกงานค้างหรือกระบวนการที่ล่าช้ามา 1 อย่าง แล้วทำการ ปรับปรุงวิธีทำงาน (Lean) เพื่อลดเวลาในการทำงานนั้นลงอย่างน้อย 20%

ครั้งที่ 3: The Super Manager (ผู้นำเชิงรุก ผู้ผลักดันความสำเร็จร่วมกัน)

   เน้นการสร้างผลกระทบต่อผู้อื่น (Leadership & Synergy): นำตนเองสู่นำทีม ผลักดันผลลัพธ์ภาพรวม

1.    กิจกรรมเปิดห้องเรียน (ต่อยอดจากการบ้านครั้งที่ 2)

     •      Success Story Sharing (30-45 นาที): ตัวแทนแต่ละแผนกนำเสนอวิธีการลดเวลาทำงาน/ลดงานค้างที่ทำสำเร็จในเดือนที่ผ่านมา เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ (Best Practice) ร่วมกัน

2.    เนื้อหาการอบรม (Course Outline)

     •      Module 1: From Self-Leader to Super Leader

          o      บทบาทของ "Super Manager" ในการส่งต่อ Sense of Ownership & Urgency ไปยังเพื่อนร่วมงานและลูกน้อง

          o      การเป็นแบบอย่าง (Lead by Example) ในการทำงานเชิงรุก

     •      Module 2: Execution & Follow-up Matrix (ทักษะการตามงานและผลักดัน)

          o      เทคนิคการมอบหมายงาน (Delegation) ที่ชัดเจน (ใคร, ทำอะไร, เสร็จเมื่อไหร่, มาตรฐานคืออะไร) เพื่อไม่ให้งานหลุด

          o      ระบบและทักษะการติดตามงาน (Follow-up) อย่างสร้างสรรค์ ไม่ทำให้ทีมอึดอัด แต่ได้ผลลัพธ์ตามกำหนด

     •      Module 3: Cross-Functional Collaboration & Problem Solving

          o      การประสานงานระหว่างแผนก (เช่น เซลส์ ➡️ จัดซื้อ ➡️ คลังสินค้า ➡️ ช่างเทคนิค) เพื่อลดคอขวด (Bottleneck) ขององค์กร

          o      Workshop: ร่วมกันออกแบบ "SLA (Service Level Agreement) ภายใน" เพื่อกำหนดความเร็วในการทำงานร่วมกัน

3.    การบ้านปิดท้ายโปรแกรม (Final Action Plan)

"The Super Team Blueprint"

     ผู้เข้าอบรมจับกลุ่มตามแผนกหรือข้ามแผนก ออกแบบ "ข้อตกลงร่วมกันในการทำงาน (Team Manifesto)" 3 ข้อ เพื่อรักษาพฤติกรรม Ownership & Urgency นี้ให้คงอยู่เป็นวัฒนธรรมองค์กร เช่น "เราจะไม่ปล่อยไลน์ลูกค้าค้างเกิน 15 นาที" หรือ "หากงานจะเลท จะแจ้งล่วงหน้าพร้อมทางออก 1 ข้อเสมอ"

วิทยากร
ภาษาในการบรรยาย
ไทย
ประกาศนียบัตร

สัมมนานี้ได้รับประกาศนียบัตร

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
อย่าลืมบอกผู้จัดงานว่าเห็นประกาศจากเวป "สัมมนาดีดี" นะคะ
ชื่อหน่วยงาน/บริษัท:SeminarDD Academy
ชื่อผู้ประสานงาน:ผู้จัดงาน
เบอร์โทรศัพท์ :097-474-6644

หากท่านต้องการสมัคร Ownership & Urgency Development Program: โปรแกรมพัฒนาความรับผิดชอบเชิงรุกและการขับเคลื่อนงานสู่ผลลัพธ์
กรุณากดปุ่ม 'สมัครเข้าฟัง' ด้านล่างนี้


ค่าฝึกอบรมสามารถหักค่าใช้จ่ายทางภาษีนิติบุคคลได้ 200%
ลงชื่อเพื่อจองสัมมนาในรอบถัดไป
(ถ้ามีจัด ท่านจะได้สิทธิ์ก่อน)
สามารถติดต่อได้ที่
โทร. 097-474-6644
อีเมล์ [email protected]
ไลน์ไอดี @seminardd

หลักสูตรนี้สามารถจัดแบบ In-House Training (สอนเฉพาะองค์กรของคุณ) ได้ทั้งแบบ Onsite และ Online ขอใบเสนอราคา In-house Training

คำค้นประกาศนี้ Tags: โปรแกรมพัฒนาความรับผิดชอบเชิงรุก, การขับเคลื่อนงานสู่ผลลัพธ์

หลักสูตรฝึกอบรมอื่นๆที่น่าสนใจของผู้จัด